วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลงเรือผิดลำ...เลือกนายผิดคน...

....เตียนห้อง
เตียนห้อง (Tian Feng) เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของอ้วนเสี้ยว มีความคิดความอ่านดี แต่เลือกนายผิดไปทำการด้วย นอกจากไม่รู้คุณค่าความสามารถแล้ว ยังเป็นการนำภัยมาสู่ตัวด้วย

ในช่วงที่โจโฉยกทัพกำลังมาตีเล่าปี่ที่ชีจิ๋ว เล่าปี่ส่งจดหมายถึงอ้วนเสี้ยวให้ช่วยตีฮูโต๋เพื่อทำให้โจโฉห่วงหน้าพะวงหลัง แต่อ้วนเสี้ยวอ้างว่าอ้วนซงบุตรคนเล็กของตนป่วยไม่มีจิตใจจะทำสงคราม เตียนห้องพยายามชี้ข้อดีของการบุกตี แต่อ้วนเสี้ยวไม่ฟัง

ต่อมา อ้วนเสี้ยวคิดยกทัพตีโจโฉ เตียนห้องมาห้ามแล้วว่าครั้งก่อนที่ฮูโต๋ว่างเปล่ากลับไม่เข้าตี มาตีเมื่อโจโฉมีกำลังพร้อมสรรพต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน อ้วนเสี้ยวโกรธกล่าวหาว่าเตียนห้องพูดทำลายขวัญกองทัพ แล้วให้นำตัวไปขัง

ต่อมา อ้วนเสี้ยวพ่ายแพ้โจโฉราบคาบในศึกกัวต๋อสมดังคาดของเตียนห้อง อ้วนเสี้ยวคิดถ้าปล่อยเตียนห้องออกจากห้องขัง เตียนห้องต้องเยาะเย้ยตนแน่ จึงส่งคนไปสังหารเตียนห้อง แต่เตียนห้องรู้ชะตาตนเองดี จึงได้ปลิดชีวิตตนเองไปก่อนหน้านี้แล้ว

“ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี แม้ว่าจะเป็นคุณธรรมอันล้ำค่า แต่หากอยู่ต่อหน้าคนโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้จักคุณค่าแห่งธรรมแล้ว ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีนั้นก็เป็นสิ่งไร้ค่า และมีแต่โทษต่อตัวเอง...ฉะนี้”

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คนเปลี่ยนได้ด้วยสิ่งแวดล้อม

เล่าหยวนเต้ปี่ ยังเปลี่ยนไปด้วยสิ่งแวดล้อม
......โจโฉกรีธาทัพใหญ่จากเมืองหลวงยึดหัวเมืองฝ่ายใต้ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งมีเมืองเกงจิ๋ว เป็นศูนย์กลาง พร้อมบรรดาหัวเมืองที่ขึ้นกับเมืองเกงจิ๋ว เหลืออยู่แต่เมืองกังแฮและเมืองแฮเค้าเท่านั้น ที่เล่าปี่ อาศัยเป็นชัยภูมิตั้งรับการรุกไล่ของโจโฉ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับแคว้นกังตั๋ง ซึ่งโจโฉไม่ต้องการรุกไล่ตามตีเล่าปี่ต่อไป เพราะได้เล็งเห็นแล้วว่าหากตามตีต่อไป ก็เท่ากับเป็นการดึงแคว้นกังตั๋งเข้าร่วมสงคราม

โจโฉได้มีหนังสือเชิญซุนกวน ออกมาล่าสัตว์ที่ชายแดนเมืองกังแฮ เพื่อทำความตกลงร่วมกันกำจัดเล่าปี่ แต่ซุนกวนก็มิได้ตอบตกลงแต่อย่างใด โดยได้หารือกับโลซกกุนซือคนสำคัญ โดยโลซกเป็นฑูตออกเดินทางไปเมืองแฮเค้าเจรจากับเล่าปี่

ฝ่ายเล่าปี่ ซึ่งรู้สถานการณ์ได้ดีก็มีความทุกข์ร้อนใจเกรงว่าซุนกวนจะเข้าร่วมกับโจโฉ แต่ขงเบ้งยอดกุนซือ ผู้แจ้งฟ้าจบดิน บอกว่าท่านอย่าได้วิตกไปใย “ข้าพเจ้าจะขออาสาเอาแต่เรือลำหนึ่งไปกับลิ้นข้าพเจ้าสามนิ้วเท่านี้ ไปยุให้ซุนกวนผิดกับโจโฉให้ได้”

เมื่อโลซกเดินทางมาถึงเมืองแฮเค้า ซึ่งเล่าปี่ และขงเบ้งได้วางกลอุบายจนโลซก ต้องเอ่ยปากชวนขงเบ้งไปเมืองกังตั๋งด้วย ซึ่งขงเบ้งได้ใช้วาทศิลป์ลิ้นนักการฑูตชั้นยอดจนซุนกวนต้องประกาศสงครามกับโจโฉ โดยมีจิวยี่เป็นผู้บัญชาการทัพ โดยในการรบครั้งนี้ขงเบ้งได้ใช้สติปัญญาวางอุบายเรียกลมสลาตัน ใช้เพลิงผลาญกองทัพโจโฉ จนพินาศสิ้น
ขงเบ้งดำเนินยุทธโยบายผูกมิตรกังตั๋ง รับมือโจโฉ ที่หนีกลับไปตั้งหลักเมืองหลวง โดยโจโฉก็ยังให้โจหยินยังตั้งมั่นอยู่ที่เมืองเกงจิ๋ว เมืองลำกุ๋น เมืองซงหยง สถานการณ์จึงบังคับให้ซุนกวนและเล่าปี่ต้องเป็นพันธมิตรกันต่อไป ขงเบ้งได้วางยุทธศาสตร์ให้เล่าปี่ยึดเมืองเกงจิ๋วไว้เป็นฐานที่มั่นในการตั้งตนเป็นใหญ่

ฝ่ายจิวยี่เมื่อได้รับชัยชนะต่อกองทัพโจโฉแล้ว ได้หารือปรึกษากับบรรดากุนซือ โดยจะต้องยึดหัวเมืองตอนใต้ของโจโฉ ไว้เป็นฐานกำลังสำคัญ ทั้งเล่าปี่และจิวยี่ก็ต่างต้องการยึดเมืองตอนใต้ของโจโฉ และครั้งนี้ขงเบ้งได้วางกลอุบาย “นั่งอยู่บนภู ดูเสือกัดกัน” ให้จิวยี่และโจหยินรบกัน โดยจิวยี่วางอุบายให้โจหยินยกทัพเข้าปล้นค่าย ขณะที่ที่ขงเบ้งเฝ้าติดตามข่าวอยู่ทุกระยะ พอรู้ว่าทหารในเมืองลำกุ๋นเหลือทหารอยู่เบาบางจึงยกทัพยึดเมืองลำกุ๋นโดยง่าย จากนั้นก็ให้กวนอู และเตียวหุย พาทหารปลอมตัวเป็นทหารของโจหยินบุกเข้ายึดเมืองเกงจิ๋ว และซงหยง โดยไม่เสียกำลังรี้พลเลยแม้แต่น้อย

จิวยี่พอรู้ข่าว ว่าขงเบ้งฉวยโอกาสเข้ายึดเมืองลำกุ๋น เมืองซงหยง และเมืองเกงจิ๋ว ก็โกรธแค้นขงเบ้งและเล่าปี่เป็นอันมาก จึงให้โลซก ไปเจรจากับเล่าปี่เพื่อขอเมืองที่เล่าปี่ยึดไปคืน แต่โลซกก็ต้องมาเสียรู้ขงเบ้งอีกถึงสองครั้งและเจรจาไม่สำเร็จ ทำให้จิวยี่โกรธแค้นเป็นยิ่งนัก

พอจิวยี่ทราบข่าวว่าภรรยาของเล่าปี่ เสียชิวิต จิวยี่ก็ได้วางแผนให้เล่าปี่ เดินทางมาแต่งงานกับนางซุนฮูหยินน้องสาวต่างมารดาของซุนกวน หวังจะจับเล่าปี่เป็นตัวประกันเพื่อแลกกับเมืองเกงจิ๋ว แต่จิวยี่และซุนกวน ก็เสียรู้ขงเบ้งอีกตามเคย โดยเรื่องการแต่งงานรู้ไปถึงนางงอก๊กไถ้ แม่ของนางซุนฮูหยินเรื่องงานแต่งไม่จริงกลายเป็นงานแต่งจริงขึ้นมา โดยที่จิวยี่ไม่สามารถทำอะไรเล่าปี่ได้ แถมยังเสียน้องสาวของซุนกวน ให้เป็นเมียเล่าปี่อีก

จิวยี่ เสียใจอย่างหนักแล้วน้อยใจที่เกิดมาสติปัญญาไม่เท่าเทียมขงเบ้ง เสียคิดเสียรู้เสียคนเสียทั้งเมืองถึงเพียงนี้ จิวยี่วุ่นวายคิดอยู่ทั้งคืนในที่สุดก็คิดแผนการอย่างหนึ่งได้ จึงให้ซุนกวน ประโลมเอาใจเล่าปี่ไว้ให้หลงอยู่แต่ในเมือง มิช้าก็จะได้ลืม ขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย จากนั้นค่อยยกกองทัพไปยึดเมืองเกงจิ๋ว

ซุนกวน ได้เอาใจเล่าปี่ ทุกวิถีทาง ขุดสระปลูกบัวสร้างสวนดอกไม้ จัดข้าหญิงรูปงามให้ใช้สอย เล่าปี่เป็นคนเข็ญใจอยู่ก่อนหาเคยได้ดีไม่ ครั้นบำรุงให้เงินทองมิได้อนาทรก็จะระเริงน้ำใจลืมขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย ซึ่งขงเบ้ง กวนอู เตียวหุย ก็จะน้อยใจ เห็นเราจะได้เมืองเกงจิ๋วโดยง่าย

เล่าปี่ แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์แต่ก็เป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นห่างๆ ที่ได้รับการสถาปนาเป็นที่พระเจ้าอาของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ดังนั้นเชื้อพระวงศ์ของเล่าปี่ จึงไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ที่กำเนิดและเติบใหญ่แล้วอุดมด้วยความสุขในพระบรมราชวังแต่ประการใด แม้เล่าปี่จะมีอุดมการณ์แน่วแน่ในการกอบกู้บ้านเมืองสถาปนาราชวงศ์ฮั่น ถูกปรนเปรอด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญเต็มที่

ชีวิตเล่าปี่ ในแต่ละวันสำเริงสำราญอยู่ในปราสาทอันสวยหรูโอ่โถงราวกับพระราชวังของฮ่องเต้ มีหญิงงามคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด จะหลับตื่นยืนนอนก็พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวาร เล่าปี่ในยามเช้าตื่นนอนก็รื่นเริงบันเทิงใจ ชมสวนดอกไม้เคียงคู่ฮูหยินภรรยาสาวที่รูปงามหยดย้อยหยาดเยิ้ม ครั้นยามค่ำก็ร่ำสุราคละเคล้าด้วยเสียงดนตรีและรำฟ้อน ยามดึกก็เข้าหอดื่มด่ำความสุขด้วยเมียสาว ระเริงความสุขทุกเมื่อเชื่อวัน ความแข็งแกร่งอุดมการณ์แน่วแน่ดุจดั่งเพชรของเล่าปี่ ก็ถูกหลอมละลายไปสิ้น

เล่าปี่ ถูกขังด้วยคุกแห่งโลกธรรมจนหลงระเริงไปดังนี้ จึงมิได้คิดที่จะกลับไปเมืองเกงจิ๋ว เป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ลืมแม้กระทั่งจูล่ง ทหารเอกและทหารอีกห้าร้อยนายที่ติดตามมาด้วย เห็นไหมครับ ว่าสภาพแวดล้อมสามารถทำให้คนเปลี่ยนไปได้จริงๆ ขนาดเล่าปี่ที่มีอุดมการณ์แม่นมั่นหวังกอบกู้บ้านเมืองยังไม่วายโดยสภาพแวดล้อมทำให้เปลี่ยนได้เลย

นับประสาอะไรกับปุถุชนคนธรรมดา เช่นพวกนักการเมืองที่มีอุดมการณ์สูงส่ง มีจริยธรรมความคิดความอ่าน อาสามารับใช้ชาติบ้านเมืองขจัดการโกงกินคอรัปชั่น แต่เมื่อมาอยู่ในสภาพแวดล้อมสิ่งเย้ายวนยั่วใจหวั่นไหวนานเข้า กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเสียนั่น กลายเป็นพวกกอบโกยโกงกินกัน เปลี่ยนสีกลายพันธ์ไปตามสิ่งแวดล้อมกันหมด

ดังนั้นองค์กรต่างๆ ผู้นำขององค์กรต้องตระหนักว่า จะเป็นผู้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม หรือจะถูกสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน บรรยากาศและวัฒนธรรมในองค์กรต่างๆ ก็มีพลังในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ที่เข้าไปร่วมงานด้วย การสร้างเสริมวัฒนธรรมขององค์กรที่ดี จึงเป็นเครื่องช่วยให้พนักงานดีๆ สามารถมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ไม่ด่วนจากลาองค์กรไปก่อนวาระอันควร แต่ทั้งนี้ผู้นำองค์กรต้องถามตัวเองก่อน ว่าอุดมการณ์ ความมุ่งมั่น ทัศนคติของท่านเปลี่ยนสภาพแวดล้อม หรือยอมให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงของเตียวหุย........เตียวหุยพี่น้องร่วมสาบานของเล่าปี่ และกวนอู ที่มีนิสัยดื้อรั้นมุทะลุดุดันและอารมณ์ร้อน มักจะทำให้เสียการของเล่าปี่อยู่เสมอ แต่เตียวหุยก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นคนละกับเตียวหุยคนเดิมเลย ลองมาดูเรื่องของเตียวหุยดูบ้าง

หลังจากเล่าปี่ต้องผิดใจกับเล่าเจี้ยงเจ้าเมืองเสฉวน โดยในการศึกครั้งนั้นทำให้เล่าปี่เสียที่ปรึกษาคนสำคัญคือบังทอง เล่าปี่จึงมีหนังสือให้ขงเบ้ง นำทัพจากเมืองเกงจิ๋วขึ้นมาช่วยที่เมืองลกสีย โดยให้กวนอู อยู่รักษาเมืองเกงจิ๋ว และให้เตียวหุย และจูล่ง ติดตามทัพไปด้วย โดยให้จูล่งเป็นแม่ทัพเรือ ยกไปทางน้ำ ส่วนเตียวหุยเป็นแม่ทัพบก ยกไปเมืองลกเสีย

ในการเดินทางไปเมืองลกเสีย นั้นต้องผ่านเมืองปากุ๋น ซึ่งมีเงียมหงัน เป็นเจ้าเมือง เตียวหุยให้ตั้งทัพประชิดกำแพงเมืองไว้ อันเงียมหงันผู้นี้อายุล่วงในวัยหกสิบแล้ว แต่เป็นทหารมีกำลังฝีมือเข้มแข็งมีกำลังมาก ฝ่ายเตียวหุยครั้นตั้งค่ายลงมั่นแล้ว จึงให้ทหารไปท้าเงียมหงัน ที่หน้าประตูเมือง “ไอ้เฒ่าชราจงเร่งออกมาคำนับกูโดยดี แม้จะขัดแข็งอยู่ กูจะยกทหารเข้าไปเหยียบเมืองเสีย”

เงียมหงันครั้นได้ยินทหารของเตียวหุยมาร้องด่าท้าทายกล่าวคำปรามาส ก็สั่งทหารเตรียมยกออกไปรบกับเตียวหุย เฮกอวด ทหารรองของเมืองปากุ๋น เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบเข้าไปทักท้วง เงียมหงัน ว่าซึ่งท่านจะออกไปรบกับเตียวหุย นั้นมิชอบ ด้วยเตียวหุย นั้นเป็นยอดทหารเสือของเล่าปี่ มีมีฝือเข้มแข็งกล้าหาญนัก เมื่อครั้งศึกสะพานเตียงปัน เพียงแค่ตวาดด้วยเสียงอันดังก็ทำให้ทหารของโจโฉ ทั้งกองทัพต้องถอยกลับไป ตัวท่านชราแล้วเห็นจะไม่สามารถต้านกำลังของเตียวหุยได้ แล้วเฮกอวด จึงกล่าวต่อไปว่า อันเตียวหุยนั้นเป็นคนใจร้อน แรงด้วยโทสะ ถ้าหากท่านตั้งรับอยู่แต่ในเมืองก็จะป้องกันรักษาเมืองไว้ได้ อนึ่งกองทัพเตียวหุย ยกมาแต่ทางไกล ไหนเลยเสบียงอาหารจะบริบูรณ์ เมื่อตั้งทัพสู้กันนานวันเสบียงอาหารก็จะขาดลง ความระส่ำระสายก็จะเกิดขึ้น ถึงเวลานั้นท่านค่อยยกกองทัพออกโจมตีเห็นจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง

เตียวหุย ใช้ทหารออกไปท้ารบ แต่ข้างในเมืองกลับตั้งมั่นไม่ยอมออกรบ เตียวหุยใช้ทหารไปเจรจาให้เงียมหงันยอมสวามิภักดิ์ กลับถูกเงียมหงันตัดจมูกปากทหารของเตียวหุย เตียวหุยเห็นเงียมหงัน ดูหมิ่นดังนั้นก็โกรธ พาทหารออกไปร้องด่าท้ารบ เงียมหงันก็ไม่ยอมออกรบ เตียวหุยร้องด่าท้ารบกับเงียมหงันอยู่หลายวันเงียมหงัน ก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในค่าย เตียวหุยจึงขึ้นไปบนเนินเขาแลลงไปในเมืองก็เห็น ทหารของเงียมหงัน แต่งตัวใส่เสื้อเกราะพร้อมอาวุธเตรียมพร้อมอยู่เป็นอันมากแต่ไม่ยอมออกรบ เมื่อเห็นดังนั้นก็คิดได้ว่าที่เงียมหงันไม่ยอมออกรบนั้นใช่ว่าจะมีกำลังน้อยหรือหวาดกลัว หากแต่เป็นอุบายแกล้งยั่วโทสะถ่วงเวลาให้เสบียงอาหารเราหมดสิ้นแล้วจึงยกเข้าทำการ

เตียวหุยได้สติยั้งคิดดังนั้น ก็คิดต่อไปว่าถึงมาตรแม้นเราจะยกทหารมาด่าว่าสักเพียงไร ข้างในเมืองก็คงไม่ออกมารบด้วย กระนั้นเลยชอบที่จะคิดกลอุบายเอาชนะข้าศึกให้จงได้ คิดได้ดังนั้นในจินตนาภาพก็ปรากฏหน้าขงเบ้งขึ้นมามีท่าเยือกเย็นสงบ โบกพัดขนนกไปมา ใจก็คิดถึงกลอุบายที่ขงเบ้งใช้ซุ่มตีข้าศึก

รุ่งขึ้นเตียวหุย ก็คุมทหารออกไปท้ารบเงียมหงันอีก พักหนึ่งก็ให้ทหารนั่งพักผ่อน ทั้งนั่งทั้งนอนอยู่ตามแนวชายป่า เตียวหุยเอาสุรามาดื่ม แล้วดุด่าทหารเสียงดังสนั่น เตียวหุยทำทีสั่งให้ทหารไปตัดฟืนและถางป่าทำท่าคล้ายกับเป็นการตัดทาง เตียวหุยทำการในลักษณะนี้อยู่ถึงสองสามวัน

การกระทำของเตียวหุย ถูกเงียมหงัน ติดตามอย่างใกล้ชิด เงียมหงันเห็นทหารของเตียวหุย นั่งบ้างนอนบ้างท่าทางอิดโรยอ่อนแรง และเห็นทหารของเตียวหุยออกไปตัดฟืน ก็สำคัญว่าฟืนไฟและเสบียงอาหารของเตียวหุยเริ่มหมดลงร่อยเหรอ ก็มีความยินดีเป็นอันมาก และเห็นทหารของเตียวหุยถางทางก็เข้าใจว่าเตียวหุย คงจะยกทหารอ้อมเมืองปากุ๋น ตรงไปเมืองลกเสียทีเดียว

เงียมหงันสำคัญดังนั้นจึงเรียกแม่ทัพนายกองทั้งปวงเข้ามา บัดนี้สมคะเนแล้ว เตียวหุยมิยกทัพเข้าตีเมือง แต่จะยกทัพหนีอ้อมไปตามทางน้อยตรงไปเมืองลกเสีย ซึ่งการยกทัพไปนั้นเตียวหุยจะเป็นทัพหน้า กองเสบียงก็จะอยู่ข้างหลัง เราจะยกทหารไปซุ่มโจมตีเสบียง และจับเตียวหุยเห็นจะได้ตัวโดยง่าย พอค่ำลงก็ลอบยกออกจากเมืองไปตั้งซุ่มคอยสกัดเตียวหุยที่ซอกเขาข้างทางน้อย แล้วสั่งกำชับให้สงบกำลังไว้ก่อนรอให้กองหน้าผ่านล่วงไปก่อนแล้วค่อยโจมตีกองเสบียง

ครู่หนึ่งกองหน้าก็ยกผ่านไป กองเสบียงก็เคลื่อนมาถึง เงียมหงันให้จุดประทัดสัญญานขึ้นแล้วยกทหารออกจากสองข้างทางเข้าโจมตีกองเสบียง ตัวเงียมหงันขี่ม้านำหน้าทหารตรงไปที่ทหารตัวนายที่คุมกองเสบียงอยู่นั้น แต่พอเข้าไปใกล้ นายหทารที่คุมกองเสบียงชักม้าตรงมหาเงียมหงัน ตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า อ้ายศัตรูเฒ่า มึงต้องกลกูแล้ว ครานี้มึงจะหนีไปไหนพ้น เงียมหงันเจ้าเมืองปากุ๋นต้องกลเตียวหุย เพราะไม่คิดว่าคนเจ้าโทสะ และวู่วามจะกลับกลายเป็นคนที่สามารถคิดอ่านกลอุบายลึกซึ้งได้ และสุดท้ายเงียมหงันก็ถูก เตียวหุยจับตัวได้แล้วเอาเชือกมัดไว้

เมื่อจัดแจงการปกครองและเชลยศึกแล้ว เตียวหุยจึงให้คุมตัวเงียมหงัน เข้ามาพบ เงียมหงันเห็นเตียวหุย นั่งอยู่บนที่ว่าราชการก็โกรธ ยืนแข็งมิได้คำนับ เตียวหุย เห็นเงียมหงันไม่อ่อนน้อม ทั้งเห็นท่าทีท้าทายทระนงก็ทำเป็นโกรธ แล้วตวาดว่ากูเป็นทหารเอกของ เล่าปี่ ยกมายึดเมืองปากุ๋นได้ แล้วตัวเป็นเชลยไฉนไม่คำนับตามประเพณี

เงียมหงัน ได้โต้ว่า ตัวกูปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบร่มเย็น ตัวมึงเป็นโจรยกมาปล้นบ้านเมืองท่าน ไฉนมาเรียกให้เราผู้เฒ่าคำนับโจรเล่า ถึงแม้จะตัดศรีษะกู ศรีษะกูก็จะไม่ยอมค้อมคำนับให้เป็นเด็ดขาด เตียวหุยได้ฟังก็โกรธ สั่งทหารให้คุมตัวเงียมหงันไปตัดศรีษะ เงียมหงันก็ร้องด่า มึงจะฆ่ากูก็ฆ่าเถิดใยจะแสร้งทำเป็นโกรธให้วุ่นวายไปเล่า

เตียวหุยมองตามหลังทหารที่คุมตัวเงียมหงันออกไป ทันใดนั้นก็ได้สติยั้งคิดว่า ซึ่งถ้อยคำเงียมหงัน ทะนงองอาจกว่าคนทั้งปวงถึงจะข่มขู่คุกคามหรือแม้แต่สั่งประหารชีวิตก็ไม่สามารถทำให้ เงียมหงัน อ่อนน้อมได้ คนชนิดนี้หากใช้ท่าทีอ่อนน้อมเข้าหาก็เห็นทีว่าจะอ่อนน้อมเข้ามาสวามิภักดิ์ จะเป็นผลดีแก่ราชการยิ่งกว่าการประหารชีวิตให้ตายเปล่า

เตียวหุยได้สติดังนั้นแล้ว จึงร้องบอกทหารซึ่งคุมตัวเงียมหงันจะเอาไปประหาร ให้หยุดก่อน แล้วเตียวหุยจึงลงจากที่ว่าราชการตรงเข้าไปหา คุกเข่าลงคำนับเงียมหงัน แล้วว่าข้าพเจ้าสำนึกได้แล้วว่าท่านผู้เฒ่าเคร่งครัดในศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร ต้องด้วยอัธยาศรัยข้าพเจ้ายิ่ง น้ำใจจึงศรัทธาบูชาท่าน ที่ล่วงเกินท่านไว้ จงอภัยให้แก่ข้าพเจ้าผู้น้อยเถิด

เหตุการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ผิดความคาดหมายของผู้คนทั้งปวง ทหารของเตียวหุย ไม่เคยเห็นตัวนายยอมอ่อนน้อมต่อผู้ใด เคยเห็นแต่โทสะวู่วาม เมื่อเห็นดังนั้นก็ประหลาดใจ เงียมหงัน รู้สึกประหลาดใจ แต่ด้วยวิสัยผู้ทะนงตน คร้นเห็นผู้อื่นยอมอ่อนน้อมแสดงท่าทีเคารพนับถือ น้ำใจที่แข็งอยู่ก็อ่อนลง

เตียวหุยได้ลุกขึ้นแล้วเชิญ เงียมหงันไปนั่งบนที่ว่าราชการ แล้วเตียวหุย ก็มายืนอยู่ข้างที่ว่าราชการ คำนับเงียมหงัน อีกครั้งหนึ่งแล้วว่า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านผู้เฒ่าเป็นผู้มีอัชฌาสัยประกอบด้วยสติปัญญามาแต่ก่อน แลด้วยตัวข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยมิได้คาราวะแก่ผู้ใหญ่ มากล่าวถ้อยคำหยาบช้าประมาท ทั้งนี้มิควรแก่ตัวเลยผิดนักหนา ขอท่านได้อดโทษข้าพเจ้าด้วยเถิด

เงียมหงัน เห็นเตียวหุย ให้เกียรติและแสดงความเคารพนบนอบ ดังนั้นความรู้สึกขึ้งโกรธเตียวหุยก็มอดมลายไป สำนึกบุญคุณของเตียวหุยที่ไว้ชีวิต มิได้คิดถึงถ้อยคำที่กล่าวหยาบช้ามาแต่ก่อน เงียมหงัน จึงลุกออกจ่าที่ว่าราชการ ลงมาคำนับเตียวหุยแล้วว่า แต่ก่อนได้ยินเขาเลื่องลือว่าท่านมีน้ำใจหยาบช้าสามานย์นัก มิได้รู้จักเด็กและผู้ใหญ่ บัดนี้เห็นท่านเป็นคนสุภาพ รู้จักผิดแลชอบ ขอบใจนักหนา ถึงท่านเป็นเด็กก็จริงก็ควรเราจะคำนับ

เตียวหุย ไว้ชีวิตเงียมหงัน เจ้าเมืองปากุ๋น และเกลี้ยกล่อมเข้าเป็นพวกเพียงคนเดียว กลับได้กำลังทหารเพิ่มขึ้นจากการสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก ครั้นเงียมหงัน เดินทางไปถึงตำบลใด ขุนนางนายด่านทั้งปวงก็ออกมาคำนับยอมเข้าด้วย มิได้ขัดขวางทุกตำบล

ทั้งนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ เตียวหุย จากการที่ได้สัมผัสกับขงเบ้ง โดยแท้ การที่เฮกอวด บอกกับเงียมหงัน ว่าเตียวหุยเป็นคนเจ้าโทสะ อารมณ์ร้าย มักเฆี่ยนตีทหาร ทั้งเป็นคนวู่วาม ซึ่งเป็นกิติศัพท์ที่ปรากฏทั่วไป โดยหารู้ไม่ว่า สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เพราะเตียวหุยบัดนี้หลังจากได้สัมผัสความคิดอ่านในการสงครามของขงเบ้ง ก็ได้ประจักษ์ถึงการใช้กลอุบายและสติปัญญาในการสงคราม มีสติยั้งคิดมากขึ้น

เห็นไหมครับว่าสิ่งแวดล้อมทำให้คนเปลี่ยนได้จริง ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เราเข้าไปอยู่หรือไปสัมผัส เตียวหุยเข้าไปอยู่กับกับสิ่งแวดล้อมที่มีคนเจ้าคิดเจ้าปัญญา นิสัยใจคอของเตียวหุยก็เปลี่ยนไป ดังนั้นขึ้นอยู่กับองค์กรละครับว่าจะให้บุคลากรอยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบไหน เพราะสิ่งแวดล้อม สามารถหล่อหลอมใจคนได้ แต่ให้เป็นในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น....ว่ากันไป

“ผู้ไม่ทะทนงตนจักได้รับการยกย่องจากเบื้องสูง ผู้นอบน้อมถ่อมใจ คือผู้เลอค่า”
เรียบเรียงจาก..สามก๊ก