วันอังคารที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2555

หนทางสู่ความสำเร็จในการทำงาน


บทความนี้คัดลอกมาจากหนังสือกุศโลบาย
ของหลวงวิจิตรวาทการ


หนทางสู่ความสำเร็จในการทำงาน
ในโลกซึ่งเราอยู่บัดนี้ ไม่มีใครสามารถทำงานที่สำคัญให้สำเร็จได้โดยลำพังตนเอง มนุษย์มีความจำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกัน การกล่าวดังนี้ มิได้ค้าน
“อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ”
การที่ตนเองเป็นที่พึ่งแก่ตนนั้น เป็นความจริงแท้ แต่การพึ่งตนเองมิได้หมายความว่าจะไม่ให้รับความช่วยเหลือร่วมมือของผู้อื่น ความสามารถของมนุษย์เรามีอยู่ 3 ขั้น คือ
คนที่ไม่คิดพึ่งตนเองเลยนั้น ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้เลย ส่วนที่พึ่งตนเองฝ่ายเดียว ไม่ต้องการความช่วยเหลือร่วมมือของผู้ใด ย่อมเป็นคนคับแคบทำงานสำเร็จได้เป็นส่วนน้อย แต่คนที่พึ่งตนเองด้วยมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือร่วมมือจากผู้อื่นด้วย อาจทำการสำเร็จได้อย่างใหญ่หลวง
คนที่เพิ่งเริ่มเดินทางในชีวิต ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ หรือความร่วมมือของบุคคลที่สามารถจะเป็นประโยชน์ ทางดำเนินของผู้นั้นก็ลุล่วงไปได้ยาก โดยมากเราเข้าใจกันว่า วิชาจะช่วยให้คนมีฐานะมั่นคงเลิศลอยขึ้นไป ผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ เมื่อไม่ได้รับฐานะเท่าเทียมกับค่าของวิชา หรือผู้หนึ่งผู้ใดที่อ่อนความรู้แก่ตัว กลับมีฐานะดีกว่า ก็มักคิดว่าตนเป็นผู้เคราะห์ร้าย หรือหาว่าคนนั้นคนนี้ได้ดีเพราะการประจบสอพลอ เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบรรยายไว้อย่างดี ในหนังสือหลักข้าราชการ ซึ่งได้แพร่หลายมาราว 20 ปีแล้ว ความจริงการมีวิชาเท่ากับมีเครื่องมือเครื่องใช้อันหนึ่ง เครื่องมือเครื่องใช้นั้นจะประเสริฐปานใด ถ้าไม่มีใครอยากใช้ก็หาค่ามิได้ วิชาจะเป็นประโยชน์ต่อเมื่อมีคนต้องการใช้ และการที่จะให้มีคนต้องการใช้วิชาของตน ก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์ติดต่อกับคนทั้งหลายหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การผูกมิตร” แม้ในสมัยนี้ ทางราชการหรือในการค้าอุตสาหกรรมต่างๆ จะพอใจใช้วิธีสอบแข่งขัน เพื่อเลือกคนเข้าทำงานก็ดี ผู้ที่มีแต่วิชาอย่างเดียว ไม่รู้จักความสัมพันธ์หรือการผูกมิตร ก็ไม่สามารถก่อสร้างฐานะของตนให้ดีขึ้นได้
การแสวงหาความสัมพันธ์ หรือการผูกมิตรดังว่านี้ เรามักจะเข้าใจผิดกันไปเป็นอันมาก คือคิดว่าเป็นการประจบสอพลอ มีคนเป็นอันมากที่ชอบแสดงว่า “ประจบใครไม่เป็น” คำว่า “ประจบใครไม่เป็น” นั้นดูประหนึ่งว่าเป็นเครื่องแสดงคุณสมบัติอย่างสูง หรือเป็นเครื่องแก้ตัวในความไม่สำเร็จต่างๆ อันที่จริง ปัญหามิได้อยู่ที่ว่าประจบเป็นหรือไม่เป็น แต่ปัญหามีอยู่ว่า เราได้ทำตัวให้ต้องตามกฎแห่งความเป็นมนุษย์หรือไม่
ความสัมพันธ์หรือการผูกมิตร เป็นกฎสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลก ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยความมุ่งหวังจะให้อยู่กันเป็นหมวดหมู่ เป็นสมาคม ให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความสันโดษไม่ได้หมายถึงการอยู่คนเดียวโดยไม่เกี่ยวข้องกับใครในโลก พระพุทธเจ้าสอนให้พึ่งตนเองจริงอยู่ แต่มิได้ทรงสอนให้ถือดีอยู่คนเดียวหรือทำอะไรคนเดียว ตรงกันข้าม ทรงสอนความสามัคคีและความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และให้ทำการทุกอย่างด้วยความพร้อมเพรียงในหมู่คณะ พระองค์เองเป็นตัวอย่างอันสูงสุดของความสันโดษ ก็ยังต้องทรงดำรงพระชนม์อยู่ในสังฆสมาคม ประทับอยู่ในหมู่พระสาวกทรงอาศัยแรงพระสาวกช่วยเผยแผ่พระศาสนา ฉะนั้นหน้าที่อันสำคัญของมนุษย์ คือการทำตนให้เป็นที่ต้องการและเป็นที่พึ่งปรารถนาของสมาคม การไม่คิดพึ่งตนเองเสียเลย คอยแต่อาศัยผู้อื่นนั้นใช้ไม่ได้ แต่การถือตนเป็นสำคัญเกินไป โดยไม่ต้องการความร่วมมือร่วมแรงของผู้อื่น ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน เพราะนอกจากจะบั่นทอนความสามารถในอันจะประกอบกิจการที่เป็นประโยชน์จริงๆ ได้แล้ว ยังเป็นการกระทำผิดกฎของความเป็นมนุษย์อยู่ในโลกอีกด้วย
ข้าพเจ้าขอย้ำ เพื่อทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งในตอนนี้อีกว่า การรับความร่วมมือช่วยเหลือนั้น ไม่ใช่การพึ่งพิงอาศัย การพึ่งพิงอาศัยเป็นความประสงค์ที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ต้องทำงาน หรือทำงานน้อยที่สุด ซึ่งเป็นการเลวมาก แต่การรับความร่วมมือช่วยเหลือเป็นการหาโอกาสให้ตนได้ทำงาน และใช้ความสามารถของตนได้ยิ่งกว่าที่จะทำคนเดียว
สำหรับผู้ที่เริ่มทางดำเนินในชีวิต ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาความสัมพันธ์ หรือการผูกมิตรเพื่อรับความร่วมมือช่วยเหลือจากผู้มีฐานะดีกว่าตน หรือที่ไทยเราเรียกว่า “ผู้ใหญ่” เมื่อพูดถึง “ผู้ใหญ่” ก็อาจเข้าใจผิดกันอีก บางคนอาจเข้าใจว่า ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีผู้ใหญ่ผู้น้อย เพราะคนเสมอกันหมด แต่อันที่จริง เรื่องผู้ใหญ่ผู้น้อย (ซีเนียร์ ยูเนียร์) ย่อมต้องมีอยู่ทุกประเทศและทุกระบอบ ถ้าเราศึกษาเรื่องราวของคนในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยอันรุ่งเรือง เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส เราจะเห็นได้ว่าคนหนุ่มๆ ที่เริ่มทำการต่อสู้กับความเป็นไปในชีวิตย่อมแสวงหาโอกาสที่จะผูกมิตร กับผู้ใหญ่คนสำคัญๆ อยู่เสมอ การผูกมิตรกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่ประจบสอพลอ เพราะเรามิได้หวังรับความช่วยเหลือ ของเขาฝ่ายเดียว โดยที่เราไม่ทำอะไร การผูกมิตรกับผู้ใหญ่ เป็นการหากุญแจที่จะไขประตูให้เราได้เข้าไปสู่สนามชิงชัยแห่งชีวิต ซึ่งเราทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเต็มที่ แต่ตราบใดที่เรายังไม่มีช่องทาง ถึงจะมีสติปัญหาและความรู้เพียงไร ก็ไม่เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสำเร็จในชีวิต ฉะนั้น การผูกมิตรกับผู้ใหญ่ เป็นการจำเป็นอย่างแท้จริง
แต่จะทำอย่างไร จึงจะมีโอกาสผูกมิตรกับผู้ใหญ่ หรือกับคนที่จะเป็นประโยชน์แก่เราได้
ปัญหาข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าตั้งต้นดี อาจเป็นผลดีไปตลอดชีวิต ถ้าตั้งต้นผิดก็เสียผลไปตลอดกาล
เราลองพิจารณาวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไป เสียก่อน

บางคนใช้วิธีอย่างอ่อน คือเริ่มติดต่อกับผู้ใหญ่ด้วยการแสดงว่า ตนเป็นคนเคราะห์ร้าย ปราศจากที่พึ่งพำนัก บางคนสรรหาถ้อยคำที่ตนนึกว่าไพเราะและจะทำให้ผู้ใหญ่สงสารเมตตา และมักชอบแสดงว่า ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือของผู้ใหญ่ ก็จะไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ วิธีนี้ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายแสดงให้ผู้ใหญ่เห็นว่าตนอ่อนแอ หย่อนความสามารถ ไม่มีใครอยากช่วยคนที่อ่อนแอโดนธรรมชาติ เพราะช่วยไปก็ไม่มีประโยชน์
บางคนใช้วิธีอวดฉลาด เริ่มติดต่อกับผู้ใหญ่โดยแสดงว่าตนมีความรู้ความสามารถทุกอย่าง เวลาพบผู้ใหญ่มักพยายามแสดงว่าตนเป็นคนฉลาด โดยคิดว่าความฉลาดนั้นจะช่วยให้เป็นที่พอใจของผู้ใหญ่ วิธีนี้สำเร็จได้ยากเพราะแทนที่จะได้รับความเมตตาอารี กลับเป็นความเบื่อหน่ายเห็นเป็นอวดดีไป
ทางที่ดีที่สุด คือดำเนินทางกลาง ไม่อ่อนแอถึงกับแสดงว่าตนไม่มีทางดำรงชีพ นอกจากจะได้อาศัยเขาแต่ไม่ใช่แข็งกระด้าง หรือแสดงว่า ตนมีความรู้ ความสามารถดีไปทุกประการ
ความเข้าใจผิดอันสำคัญของคนเรา ที่มีอยู่มากๆ นั้น คือว่าถ้าใครแสดงให้เห็นว่าตนสามารถรอบด้านแล้ว จะมีคนชอบ ที่จริงตรงกันข้ามผู้ที่แสดงว่าตนมีความรู้ความสามารถไปทุกอย่างนั้น จะมีคนเกลียดมากกว่าคนรัก เพราะธรรมดาของมนุษย์ย่อมปรารถนาที่จะเห็นคนทั้งหลายเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ต้องการให้มีเทวดาเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ ฉะนั้นวิธีอันหนึ่งที่จะทำให้คนชอบ คือแสดงให้คนเห็นว่า ตนมีความรู้ความสามารถพอประมาณ แต่ความรู้ความสามารถของตนนั้น ยังบกพร่องอยู่ หรือถ้าจะแสดงว่าตนมีความรู้ดีจริงในทางหนึ่งทางใด ก็ให้แสดงแต่ทางเดียว อย่าแสดงว่าเก่งไปทุกทาง


บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือกุศโลบาย เท่านั้น ซึ่งมีตัวอย่างของบุคคลสำคัญๆ และวิธีการผู้มิตร กับผู้ใหญ่ หรือกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งจะมานำเสนอในคราวต่อไป