1 . อยากกระฉับกระเฉง ต้อง กินมื้อเช้า
ใครที่บอกว่าไม่มีเวลาถือว่าขาดทักษะการบริหารเวลาเชียวนะ
ต้องถือว่าการกินมื้อเช้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติ
และในแต่ละวันควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2 . ดื่มน้ำให้ถูกจังหวะ
ระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง
ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด
หรือถึงขั้นอาเจียนได้แต่ตอนเช้าหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำสัก 1- 2 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย
3. “ขยับ เท่ากับออกกำลังกาย”
ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินไปคุยงานกับเพื่อนห้องข้างๆ แทนการใช้โทรศัพท์
ทำงานบ้านด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
4. ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน
ทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนักจึงควรป้องกันไว้แต่เนินๆ
โดยลดเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการกดน้ำหนักที่ข้อเข่ามากๆ อย่างกระโดดเชือก
รวมทั้งไม่ยืน หรือยกของหนักเป็นเวลานานๆ
แนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าให้แข็งแรง
โดยนั่งยกขาทีละข้างแล้วเกร็งค้างไว้ หรือออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ
หรือขี่จักรยาน
5. ผู้ที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ
ควรหยุดพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายเป็นระยะๆ
เพื่อไม่ให้ดวงตาอ่อนล้าและเกิดเส้นยึด จนมีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำ
หนำซ้ำอาจพ่วงโรคไมเกรนมาเป็นของแถว
6. ควรตรวจสุขภาพประจำปี อย่างต่อเนื่อง
เพราะเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆซึ่งสัมพันธ์กับโรคยอดนิยมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี
เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
7. ยิ้มรับอรุณทุกวัน
เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีก่อนเริ่มวันใหม่และบอกสิ่งดีๆ
กับตัวเองในกระจกเพื่อปลุกจิตใจประจำวัน เช่น ฉันมีความสุขมาก
และหัวเราะทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อรับสารแห่งความสุขที่หลั่งจากสมอง
การหัวเราะตามธรรมชาติ นับเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ให้กายและใจได้เป็นอย่างดี
8. มองหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ
เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน
ขึ้นอยู่กับว่า…เราจะเลือกมองอย่างไรให้ได้ประโยชน์
การที่เราพบกับเรื่องร้ายๆ และเราก็ผ่านมันได้โดยยังมีลมหายใจอยู่
สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือบทเรียนสำคัญที่จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก
และเรายังได้รับความอดทน
ความเข้มแข็งของจิตใจซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ตลอดชีวิตเป็นของแถมที่ล้ำค่าอีกด้วย
9. ให้รางวัลแก่ตัวเอง
เมื่อเราสามารถทำเรื่องยากๆ หรือเป็นสิ่งดีที่ฝืนความรู้สึก
ได้การเอาชนะสิ่งอื่นใด ก็ยิ่งใหญ่เท่าเอาชนะใจตัวเอง
รางวัลที่แท้จริงที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด คือ
ความรู้สึกชื่นชมและเคารพตัวเองซึ่งลึกซึ่งกินใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ จากใครทั้งมวล
10.รู้จักให้อภัย
ทำใจให้เป็นกลาง
กับศัตรู คู่แข่ง จนถึงคนที่เราไม่ถูกชะตา เกลียดหน้าแบบไม่มีเหตุผล
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ระหว่างกันมาก่อนหรือเพียงแค่มองหน้าก็พาให้โมโห
เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีตมันจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แล้ว
การฟื้นฝอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาในใจ คนเสียหายขาดทุนก็คือตัวเราคนเดียว
เราจึงควรฝึกให้อภัย ทำไปสักพัก ใจเราก็จะรู้สึกเบาขึ้น ความรู้สึกด้านลบจะค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นกลางแล้วอาจกลับกลายเป็นบวกได้ในที่สุด
11. “การให้”
เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้เกิดกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ
การให้ไม่ได้นับเฉพาะการให้เงิน หรือสิ่งของ การให้สามารถทำได้หลายรูปแบบ
ทั้งการให้แรงกายช่วยทำกิจการงาน การให้กำลังใจ
การให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จนถึงการให้อภัย นอกจากความสุขในใจแล้ว
การให้ยังช่วยให้เราพัฒนาคุณธรรมของตัวเอง
12. จัดการกับเรื่องกังวลก่อนนอน
อย่ามัวเสียเวลานอนคิดพลิกซ้าย-ขวาให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่กังวลนั้นใส่กระดาษพร้อมเขียนวิธีแก้ไข
ถ้าคิดไม่ออกก็เขียน “ฝากไว้ก่อน”จะได้ทิ้งเรื่องนั้นใส่ในกระดาษแทนใส่ไว้ในหัวเรา
13. การมีสติ
คือ การรู้สึก เป็นสิ่งที่ควรฝึกปฏิบัติให้เคยชิน
หลายคนอาจนึกว่าการลืมตาไม่ได้หลับไหล นั่นก็คือ
การมีสติ
แต่ถ้าเราพิจารณาลงลึกสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน
จะพบว่าใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเราตลอดทุกวินาทีแม้จะลืมตาตื่นก็เถอะ
เดี๋ยวก็ใจลอยคิดห่วงหน้า พะวงหลัง การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบง่ายๆ
ทำได้โดยใส่ความตั้งใจไปในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ขณะนั้นๆ จะเป็นวิธีการฝึกสติอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ
















.jpg)
