วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวัน

การมีสุขภาพดี...ไม่ใช่เรื่องอยาก แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีวินัยในตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นประโยชน์ของการกระทำสิ่งนั้น 20 วิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวันเป็นข้อแนะนำการใช้ชีวิตที่เราๆ ท่านๆ สามารถปฏิบัติตามได้ โดยมีเป้าหมาย คือ การเป็น-อยู่ อย่างสุขภาพดี 


1 . อยากกระฉับกระเฉง ต้อง กินมื้อเช้า 

ใครที่บอกว่าไม่มีเวลาถือว่าขาดทักษะการบริหารเวลาเชียวนะ ต้องถือว่าการกินมื้อเช้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติ และในแต่ละวันควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ 

2 .
 ดื่มน้ำให้ถูกจังหวะ 

ระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด หรือถึงขั้นอาเจียนได้แต่ตอนเช้าหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำสัก 1- 2 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

3.
 ขยับ เท่ากับออกกำลังกาย 

ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินไปคุยงานกับเพื่อนห้องข้างๆ แทนการใช้โทรศัพท์ ทำงานบ้านด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส 

4.
 ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบมากขึ้นในคนวัยทำงาน

ทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนักจึงควรป้องกันไว้แต่เนินๆ โดยลดเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการกดน้ำหนักที่ข้อเข่ามากๆ อย่างกระโดดเชือก รวมทั้งไม่ยืน หรือยกของหนักเป็นเวลานานๆ แนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าให้แข็งแรง โดยนั่งยกขาทีละข้างแล้วเกร็งค้างไว้ หรือออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน

5. ผู้ที่ทำงาน
 ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ 

ควรหยุดพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ดวงตาอ่อนล้าและเกิดเส้นยึด จนมีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำ หนำซ้ำอาจพ่วงโรคไมเกรนมาเป็นของแถว

6. ควรตรวจสุขภาพประจำปี อย่างต่อเนื่อง 

เพราะเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆซึ่งสัมพันธ์กับโรคยอดนิยมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น 

7.
 ยิ้มรับอรุณทุกวัน 

เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีก่อนเริ่มวันใหม่และบอกสิ่งดีๆ กับตัวเองในกระจกเพื่อปลุกจิตใจประจำวัน เช่น ฉันมีความสุขมาก และหัวเราะทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อรับสารแห่งความสุขที่หลั่งจากสมอง การหัวเราะตามธรรมชาติ นับเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ให้กายและใจได้เป็นอย่างดี

8.
 มองหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ 

เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ การที่เราพบกับเรื่องร้ายๆ และเราก็ผ่านมันได้โดยยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือบทเรียนสำคัญที่จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก และเรายังได้รับความอดทน ความเข้มแข็งของจิตใจซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ตลอดชีวิตเป็นของแถมที่ล้ำค่าอีกด้วย

9.
 ให้รางวัลแก่ตัวเอง

เมื่อเราสามารถทำเรื่องยากๆ หรือเป็นสิ่งดีที่ฝืนความรู้สึก ได้การเอาชนะสิ่งอื่นใด ก็ยิ่งใหญ่เท่าเอาชนะใจตัวเอง รางวัลที่แท้จริงที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด คือ ความรู้สึกชื่นชมและเคารพตัวเองซึ่งลึกซึ่งกินใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ จากใครทั้งมวล

10.รู้จักให้อภัย

ทำใจให้เป็นกลาง กับศัตรู คู่แข่ง จนถึงคนที่เราไม่ถูกชะตา เกลียดหน้าแบบไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ระหว่างกันมาก่อนหรือเพียงแค่มองหน้าก็พาให้โมโห เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีตมันจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แล้ว การฟื้นฝอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาในใจ คนเสียหายขาดทุนก็คือตัวเราคนเดียว เราจึงควรฝึกให้อภัย ทำไปสักพัก ใจเราก็จะรู้สึกเบาขึ้น ความรู้สึกด้านลบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลางแล้วอาจกลับกลายเป็นบวกได้ในที่สุด 

11.
 การให้ 

เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้เกิดกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้ไม่ได้นับเฉพาะการให้เงิน หรือสิ่งของ การให้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการให้แรงกายช่วยทำกิจการงาน การให้กำลังใจ การให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จนถึงการให้อภัย นอกจากความสุขในใจแล้ว การให้ยังช่วยให้เราพัฒนาคุณธรรมของตัวเอง

12.
 จัดการกับเรื่องกังวลก่อนนอน 

อย่ามัวเสียเวลานอนคิดพลิกซ้าย-ขวาให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่กังวลนั้นใส่กระดาษพร้อมเขียนวิธีแก้ไข ถ้าคิดไม่ออกก็เขียน ฝากไว้ก่อนจะได้ทิ้งเรื่องนั้นใส่ในกระดาษแทนใส่ไว้ในหัวเรา

13. การมีสติ
 

คือ การรู้สึก เป็นสิ่งที่ควรฝึกปฏิบัติให้เคยชิน หลายคนอาจนึกว่าการลืมตาไม่ได้หลับไหล นั่นก็คือ
การมีสติ แต่ถ้าเราพิจารณาลงลึกสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน จะพบว่าใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเราตลอดทุกวินาทีแม้จะลืมตาตื่นก็เถอะ เดี๋ยวก็ใจลอยคิดห่วงหน้า พะวงหลัง การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบง่ายๆ ทำได้โดยใส่ความตั้งใจไปในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ขณะนั้นๆ จะเป็นวิธีการฝึกสติอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

Used vs. Loved ถูกใช้(งาน) / เป็นที่รัก(ถูกรัก)


Used  vs. Loved
ถูกใช้(งาน) / เป็นที่รัก(ถูกรัก)

~~~~~~~~~~~~
While a man was polishing his new car,
ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขัดล้างรถใหม่

his 6 yr old son picked up a stone and scratched lines on the side of the car.
ลูกชายวัย 6 ขวบได้เอาก้อนหินมาขีดเส้นข้างรถของเขา

In anger, the man took the child's hand and hit it many times;
ด้วยความโกรธ เขาจับมือลูกชายมา ตีอย่างแรงไปหลายที

not realizing he was using a wrench.
โดยไม่ได้ตระหนักว่า สิ่งที่เขาใช้ตีคือ ประแจขันน็อต

At the hospital, the child lost all his fingers due to multiple fractures.
ที่รพ. ลูกชายของเขาต้องสูญเสียนิ้วมือทั้งหมด เพราะกระดูกแตกละเอียด

When the child saw his father.....
เมื่อเด็กชายเจอพ่อ

with painful eyes he asked,
เขาถามพ่อด้วยสายตาอันเจ็บปวด

'Dad when will my fingers grow back?'
พ่อครับ นิ้วผมจะงอกมาเหมือนเดิมเมื่อไหร่ครับ

The man was so hurt and speechless;
ชายคนนั้นเจ็บปวดมากและพูดไม่ออก

he went back to his car and kicked it a lot of times.
เขากลับไปเตะรถคันนั้นหลายครั้ง

Devastated by his own actions.......
เขาได้ทำลายมันด้วยตัวเขาเอง
sitting in front of that car he looked at the scratches;
เขานั่งบนหน้ารถแล้วมองที่รอยขีดข่วน

the child had written 'LOVE YOU DAD'.
ลูกชายเขาเขียนว่า "ผมรักพ่อ"

The next day that man committed suicide……
วันรุ่งขึ้น เขาก็ฆ่าตัวตาย


Anger and Love have no limits;
ความโกรธและความรักไม่มีข้อจำกัด

choose the latter to have a beautiful, lovely life.....
จงเลือกสิ่งหลัง เพื่อการอยู่อย่างงดงามและอบอวลด้วยความรัก




Things are to be used and people are to be loved.
สิ่งของทั้งหลาย มีไว้เพื่อถูกใช้งาน และคนมีไว้เพื่อเป็นที่รัก

But the problem in today's world is that,
แต่ปัญหาของโลกในปัจุบันคือ

People are used and things are loved....
คนถูกใช้งาน แต่สิ่งของกลับเป็นที่รัก

In this year, let's be careful to keep this thought in mind:
ปีนี้ ขอให้พวกเราตั้งใจจดจำไว้ว่า

Things are to be used, but People are to be loved.
สิ่งของทั้งหลาย มีไว้เพื่อถูกใช้งาน และคนมีไว้เพื่อเป็นที่รัก


Watch your thoughts;
จงเฝ้าดูความคิดคุณ

they become words.
เพราะมันจะกลายเป็นคำพูด

Watch your words;
จงเฝ้ามองคำพูด

they become actions.
เพราะมันจะกลายเป็นการกระทำ

Watch your actions;
จงเฝ้าดูการกระทำ

they become habits.
เพราะมันจะเป็นนิสัย

Watch your habits,
จงเฝ้าดูนิสัยคุณ

 they become character;
เพราะมันจะเป็นบุคคลิก

Watch your character;
จงเฝ้าดูบุคคลิก

it becomes your destiny.
เพราะมันจะเป็นเป้าหมายในชีวิตคุณ


I'm glad a friend forwarded this to me as a reminder.
ฉันดีใจที่เพื่อนส่งบทความนี้มาช่วยเตือน

If you don't pass this on nothing bad will happen;
ถ้าคุณไม่ส่งมันต่อ ก็ไม่ผิดอะไร

if you do, you might change someones life.
แต่ถ้าส่งต่อ คุณอาจเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความจริงของชีวิต


เคยไหม..รู้สึกโกรธ รู้สึกเครียด เพราะอันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ใช่ ในสิ่งที่เราต้องการ
แล้วทำไมต้องปล่อยให้ความรู้สึกแสนทรมานเหล่านั้นมาบั่นทอนจิตใจของตัวเองอยู่ร่ำไป (ด้วยล่ะ)
แต่น่าแปลกที่มักไม่มีใครเคยบอกว่า วิธีคิดให้ทุกข์กลายป็นสุข นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ และไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยใดๆ เลย

           ให้เวลากับตัวเองสักนิด ปล่อยวาง และใช้เหตุผลตรึกตรองดูสักหน่อย แล้วคุณจะเข้าใจในสิ่งที่มันเป็นไป เพราะทุกอย่างมี "เหตุ" มี "ผล" ของมัน อย่าเอาแต่อารมณ์ของตัวเองไปตัดสินว่า เพราะเราไม่มีแบบนั้น ไม่เป็นแบบนี้ แสดงว่าเรามันแย่ คนอื่นเขาดีกว่า หรือเขาทำถูก เราทำผิด หากคุณไม่มั่นใจว่าตัวเองและคน ๆ นั้นมี "เหตุผล" เพียงพอจริง ๆ



มิใช่โลกของเราหรอก ที่วุ่นวาย...จิตของเราต่างหาก
มิใช่ชีวิตของเราหรอก ที่เป็นทุกข์ จิตใจของเราต่างหาก

          ระหว่างที่เรารอที่จะมีความรัก ยังมีใครอีกหลายคนที่ร้องให้ เพราะคำว่ารัก
       พ่อแม่บางคนสงสัยว่าทำไมพี่น้องไม่รักกัน ทั้งที่ตัวเองไม่เคยแสดงความรักให้ลูกดูเลย

เวลาคนด่าเราแล้ว เรามองว่าเค้าต่ำ อย่าด่ากลับ ถ้าไม่อยากลงไปต่ำเป็นเพื่อนเค้า
ยิ่งขุดปมด้อยคนอื่นมาพูดให้ตัวเองดูดี ยิ่งทำให้ตัวเองต้อยต่ำลง

ร้องให้ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ ปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง แล้วไปลงที่ผู้อื่นต่างหากที่อ่อนแอ

พยายามหาข้อดีในคนที่เราเกลียด เราจะอยู่ใกล้เค้าได้สงบกว่า หาข้อเสียของเขาเพิ่ม

อาชีพไหนก็คน เงินต่างกันเท่าไหร่ไม่ได้บ่งบอกความเป็นคนไม่ดี ทุกอาชีพเหมือนอวัยวะที่มีหน้าที่ต่างกัน หัวใจอาจจะดูสำคัญสุด แต่ถ้าเสียตับไป หัวใจทำงานแทนตับไม่ได้....ไม่มีคนขับรถขยะ หมอจะมาขับแทนมั๊ย ทุกอาชีพมีความสำคัญในแบบของเขาเอง

ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่มีความรู้อะไรบางอย่าง อย่าไปติคนที่เก่งกว่าเรา คนที่ยอมรับในข้อเสียตัวเอง มักจะน่าคบกว่าคนที่โกหกให้ตัวเองดูดี

ยอมรับข้อเสียแล้วแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยมันไป แล้วขับไล่คนที่ติเตียน

ความพยายามก็เหมือนวิ่งหาประตูในห้องมืด ถ้าเราหยุดวิ่ง จะรู้ได้ไงประตูอาจจะตรงหน้าเราก็ได้ แค่เรามองไม่เห็นมัน


ยอมพูดคำว่าขอโทษ ดีกว่าพยายามเอาชนะลบความผิด

ก่อนที่จะรอให้ใครทำอะไรให้เรา เราทำอะไรให้ใครหรือยัง