วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

“ล้อมเว่ย ช่วยเจ้า”




ยุทธการบัวบาน
หลังจากกองทัพเวียดนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้ในวันที่ ปี ๒๕๑๘ เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ได้รวมเป็นประเทศเดียวกัน ไซ่ง่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์ ประชาชนชาวเวียดนามใต้จำนวนมาก หนีออกนอกประเทศทางเรือมาที่ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

หลังจากนั้นปี ๒๕๑๙ กองทัพเขมรแดง ได้นำกำลังบุกยึดกรุงพนมเปญได้ ประชาชนชาวกัมพูชา พากันไชโยโห่ร้องต้อนรับกองกำลังเขมรแดง ซึ่งพากันหวังว่าสงครามจะจบสิ้นกันเสียที แต่หลังจากนั้นไม่นานฝันร้ายของชาวกัมพูชาก็เริ่มขึ้น ทหารเขมรแดงปล่อยข่าวลวงว่าสหรัฐจะเอา บี ๕๒ มาทิ้งระเบิด เพื่อแก้แค้นเขมรแดง ให้ประชาชนทุกคนอพยพออกนอกกรุงพนมเปญโดยด่วน ประชาชนถูกพาออกไปเขตชนบท โดยมีแต่เพียงเสื้อผ้าติดตัวไปเพียงชุดเดียวเท่านั้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีรายงานว่าประชาชนชาวกัมพูชาเสียชีวิตหลายล้านคนเนื่องจากนโยบายอันสุดกู่ของผู้นำเขมรแดงในตอนนั้น

มีผู้นำเขมรแดงหลายคนไม่พอใจต่อนโยบายนี้ เพราะมวลชนเริ่มหมดความศรัทธาและเริ่มเกลียดชังเขมรแดง นาย ฮุนเซ็น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเขมรแดง แต่ฝักไผ่เวียดนาม (กองกำลังเขมรแดงได้รับการสนับสนุนจากจีน) จึงได้นำกองกำลังเวียดนามเข้ามาโค่นล้มอำนาจของเขมรแดงลง จนเป็นที่มาของสงครามเวียดนามภาค ๒ ต่อมา ซึ่งกินเวลาถึง ๑๐ ปี ซึ่งเป็นสงครามที่ซ่อนเงื่อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา สนามรบไม่ใช่เวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ แต่เป็นเวียดนามกับกองกำลังเฮงสัมริน และฝ่ายกัมพูชา ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายสีหนุ, ซอน ซาน, และเขมรแดง (เขียว สัมพันธ์) ก่อนหน้านั้นเขมรฝ่ายต่าง ๆ ก็รบกันภายใน เพื่อแย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้หันหน้ามาร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อขับไล่เวียดนาม

ก่อนที่กองกำลังเวียดนามจะบุกกัมพูชานั้น รายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรองของไทยแจ้งว่า ทางตอนใต้ของเวียดนามมีการลำเลียงอาวุธและกระสุนจำนวนมหาศาลทางเรือมาจากต่างประเทศ และมีการเคลื่อนย้ายกองกำลังรถถัง และหน่วยทหารที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดของเวียดนาม ซึ่งตามปกติ จะมีที่ตั้งไกล้ ๆ กรุงฮานอยลงมาทางใต้ด้วย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้มีการประชุมด่วน ของหน่วยความมั่นคงของไทย และผู้นำทางการทหารระดับสูง เพื่อวิเคราะห์และเตรียมรับสถานการณ์ และนาวาตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการความมั่นคงของไทยในสมัยนั้น ได้รายการแจ้งไปยังสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทางเวียดนามกำลังเตรียมกำลังเข้าบุกกัมพูชาแน่นอน และขอการสนับสนุนด้านอาวุธเพื่อเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ทางสหรัฐกลับวิเคราะห์ว่า การเคลื่อนกำลังดังกล่าวเป็นเพียงการสับเปลี่ยนและเพิ่มเติมกำลังเท่านั้น เพราะหลังจากที่เขมรแดงยึดพนมเปญได้ กองกำลังเขมรแดงได้รุกล้ำและโจมตีชายแดนของเวียดนามด้านที่ติดกับเขมร และทางเวียดนามต้องการโจมตีเขมรแดงตามแนวชายแดนเท่านั้น ไม่น่าจะบุกเข้ามาในกัพพูชา

หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ที่ไทยคาดไว้ก็เป็นจริง เดือนมกราคม ๒๕๒๑ เวียดนามส่งเครื่องบินรบแบบเอฟ ๕ ที่ยึดได้จากกองทัพอากาศเวียดนามใต้ เข้าโจมตีทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์สำคัญในกัมพูชา ตามด้วยเคลื่อนกำลังรถถังจำนวนมาก บุกเข้ามาที่เมืองสำคัญ ตั้งกองกำลังและยึดไว้ จากนั้นค่อยกระจายจากเมืองนั้นไปเมืองนี้ทีละเมือง ๆ ภายใต้ยุทธการ “ดอกบัวบาน “ ซึ่งทางไทยวิเคราะห์ว่า ประมาณ ๑๕ วัน เวียดนามจะยึดกัมพุชาได้ทั้งประเทศ การบุกเข้ามาในกัมพูชาในครั้งนี้ใช้กำลังมากถึง ๒๑๕ กองพล ทหารประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน และรถถังจำนวนหลายร้อยคัน อีกทั้งส่งกำลังประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนประจำการในลาวด้วย ( ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องเรื่อง บ้านร่มเกล้า )

จากเหตุการณ์ครั้งนี้นักวิเคราะห์ทางการทหารของไทยและต่างประเทศวิเคราะห์ว่าการส่งกำลังเข้ายึดกัมพูชานั้นเวียดนามน่าจะใช้กำลังประมาณ ๔ กองพล ก็น่าจะเพียงพอ เพราะยังมีกองกำลังอีกจำนวนหลายหมื่นคนของฝ่ายเฮงสัมรินในกัมพูชา ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนมากกว่ากองกำลังเขมรแดงมาก อีกทั้งยังมีอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่ และรถถัง ก็เหนือกว่าทางเขมรแดงมาก ซึ่งทำให้มีการตั้งคำถามว่า เวียดนามกำลังคิดอะไรอยู่ และเป้าหมายนั้น ต้องการแค่กัมพูชาเท่านั้นจริง ๆ หรือ

หลังจากเวียดนามส่งกำลังเข้าควบคุมเมืองสำคัญๆ ของกัมพูชาได้หมด นายพล เทียนวันดุงได้ประกาศที่กรุงฮานอยว่า สามารถเข้ายึดกรุงเทพได้ในเวลา ๒ ชั่วโมง ทำให้หน่วยความมั่นคงของไทยแทบจะนอนไม่หลับ อีกทั้งในช่วงนั้นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ยังเป็นปัญหา และทางการไทยกำลังปราบปรามอย่างหนักอยู่ หากต้องมารับมือกับทางเวียดนามอีก ก็จะเป็นปัญหาหนักขึ้น หลังการประชุมของผู้นำระดับสูงทางการทหารของไทย ได้มีการส่งนายทหารของไทยไปกรุงปักกิ่งในทางลับ เพื่อเจรจากับจีน โดยหัวข้อคือ ให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และการซื้อน้ำมันมาสำรอง เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้รับการตอบรับจากจีนเป็นอย่างดี จีนหยุดการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีการปิดสถานีวิทยุของ พคท. อีกทั้งจีนยังขายอาวุธหนักให้ไทยในราคาถูกด้วย ซึ่งมีทั้งปืนใหญ่ รถถัง ยานลำเลียงพลหุ้มเหกราะ และเครื่องยิงหนักแบบต่าง ๆ

แต่ไทยก็ต้องทำสัญญาลับกับจีนหลายๆ เรื่อง เพื่อตอบแทนจีน เช่น ไทยต้องสนับสนุนกองกำลังเขมรแดง ไทยต้องร่วมมือกับจีนเพื่อต่อต้านเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโซเวียต ( ในตอนนั้นจีนกับโซเวียตแตกคอกันทางแนวคิด ต่างฝ่ายก็โจมตีกันว่าเป็นคอมมิวนิสต์จอมปลอม ?? จีนก็คอมมิวนิสต์ โซเวียตก็คอมมิวนิสต์ จีนบอกว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์ที่แท้จริง และสมบูรณ์แบบ)

จากนั้นไม่นาน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ เป็นเวลา ๑ ปี หลังจากเวียดนามบุกกัมพูชา กองทัพจีนได้เคลื่อนกำลังพลหลายแสนคนบุกเข้ามาเวียดนามทางตอนเหนือทางเมืองกวานสี ( บางรายงานแจ้งว่าในวันที่กองทัพจีนเคลื่อนกำลังบุกเวียดนามนั้น พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับเกียรติให้ร่วมดูเหตุการณ์นั้นด้วย และยังมีรายการว่า พลเอกชวลิต เป็นผู้ลั่นกระสุนปืนใหญ่นัดแรก ยิงใส่เวียดนามด้วย เวียดนามต้องใช้กำลังทหารทั้งประเทศมารับมือจีน ทำให้เวียดนามต้องย้ายกองกำลังบางส่วนออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นกองพลที่ดีที่สุดของเวียดนามด้วย เพื่อรับมือกับจีน จีนประกาศที่สหรัฐอเมริกาก่อนจะบุกเวียดนามว่า จีนจะสร้างบทเรียนให้กับเวียดนามอย่างสาสม ที่บุกเข้าไปในกัมพูชา และยังประกาศว่าเวียดนามเนรคุณจีน เพราะการที่เวียดนามรบชนะฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟู ได้ ก็เพราะได้รับการสนับสนุนอาวุธจากจีน และในสงครามเวียดนามก็ได้รับการสนับสนุนจากจีนด้วย กับอีกข้อหนึ่งก็คือเวียดนามได้ปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อชาวเวียดนามเชื้อสายจีน มีการทำร้ายต่อชาวเวียดนามเชื้อสายจีนด้วย จนกลายเป็นที่มาของคำว่า “สงครามสั่งสอน”

หลังจากที่เวียดนามยึดกัมพูชาได้ ชาวเวียดนามจำนวนหลายแสนคน อพยพเข้ามาประเทศไทย มีการตั้งค่ายผู้อพยพขึ้นเป็นไซต์ต่าง ๆ ซึ่งประชาชนกัมพูชาจะรวมกันตามกลุ่มที่จงรักภักดีตามผู้นำของตน เช่น กลุ่มของเขมรแดง กลุ่มของสีหนุ ในค่ายผู้อพยพเหล่านี้ ได้มีการคัดเลือกประชาชน เอามาฝึกอาวุธมาตั้งค่ายฝึกลึกเข้ามาในเขตไทย และส่งเข้าไปรบกับเวียดนามในกัพูชาอีกต่อหนึ่ง ภายใต้การสนับสนุนจาก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จีนและไทย ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่กองทัพเวียดนามเริ่มเคลื่อนกำลังรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย และตั้งกองกำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อต้องการควบคุมแนวชายแดนไทยไว้ทั้งหมด และตัดการส่งกำลังบำรุงของเขมรฝ่ายต่อต้านจากไทย จนเป็นที่มาของ สมรภูมิช่องบก ที่จะกล่าวต่อไป

การที่เวียดนามรุกล้ำเข้ามาในเขตไทยบริเวณช่องบกนั้น เนื่องมาจากทางการเวียดนามต้องการควบคุมชายแดนไทยในดานนี้ไว้ให้ได้อย่างเด็ดขาด เพื่อตัดการสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงต่อเขมรแดง ซึ่งครอบครองบริเวณนั้นอยู่ แต่เนื่องจากทางด้านกัมพูชานั้นเป็นที่ราบลุ่ม จึงรุกล้ำเข้ามาเขตแดนไทยประมาณ ๕ กม. มีการตั้งฐานและยึดเนินสำคัญ ๆ ไว้ ดัดแปลงและปรับปรุงตั้งรับการโจมตีเป็นอย่างดี บังเกอร์เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีระบบเครื่องปั่นไฟ ตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน และจรวดต่อสู้อากาศยาน อีกทั้งรายล้อมด้วยฐานปืนใหญ่ที่พร้อมให้การยิงสนับสนุนตั้งไว้ในลาวและกัมพูชา เพื่อรับมือกับไทยอย่างเต็มที่ บริเวณช่องบกนี้เป็นเขตพรมแดนต่อกันของ ๓ ประเทศคือ ไทย ลาว และกัมพูชา และมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า สามเหลี่ยมมรกต บนเขาพระวิหารทางเวียดนามได้ใช้เป็นคลังอาวุธ หากใครได้มีโอกาสขึ้นไปบนปราสาทเข้าพระวิหาร จะสังเกตุว่ามีปูนซิเมนต์ปิดยาไว้ ตามปราสาทหลายแห่ง เพื่อป้องกันน้ำรั่ว ซึ่งเป็นผลงานของทหารเวียดนาม

ช่องบก ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี. เป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ๓ ประเทศ คือ ไทย,ลาว,กัมพูชา มีทิวเขาพนมดงรัก กั้นเป็นแนวเขตแดน มีเส้นทางติดต่อเดินข้ามไปมาหากันได้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน มีป่าทึบยากแก่การตรวจการณ์ ทั้งทางพื้นดินและทางอากาศ ใช้เป็นแหล่งซ่อนพราง และกำบังเป็นอย่างดี

ปี พ.ศ.๒๕๒๙ กองกำลังสุรนารี ได้ใช้กำลังเข้าผลักดันและขับไล่กองกำลังต่างชาติ ตามแผนยุทธการ ดี-๘ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นเขาสูงชันป่ารกทึบ มีทุ่นระเบิด กับระเบิดในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายไทยประสบความยากลำบากในการเคลื่อนที่ และการดำเนินกลยุทธ์ ฝ่ายไทยสามารถผลักดันฝ่ายเวียดนามให้ถอนตัวออกจากที่มั่นบนเนินดังกล่าว แต่ฝ่ายเวียดนามยังคงควบคุม และยึดพื้นที่บริเวณเนิน ๕๐๐,๔๐๘,๓๘๒ และ ๓๙๖ อยู่

เมื่อ ธ.ค.๒๕๒๙ กองกำลังสุรนารี ได้กำหนดแผนยุทธการ ดี-๙ ใช้กำลังเข้าตีเพื่อผลักดัน และทำลายฝ่ายตรงข้าม ที่ยังยึดพื้นที่อยู่ โดยใช้กำลังจาก กรมทหารราบที่ ๑๖ (กองพันทหารราบที่ ๑๖๒) ปฏิบัติการเข้าตีในห้วง ม.ค.-ก.พ.๒๕๓๐ ถึง ๓ ครั้ง สามารถยึดที่หมาย เนิน ๓๙๖ ได้ ต่อมาได้จัดกำลังเพิ่มเติมจาก กรมทหารราบที่ ๖ (กองพันทหารราบที่ ๖๐๓) วันที่ ๒๕ มี.ค.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติการโดยใช้กำลัง กองพันทหารราบที่ ๑๖๒ กองพันทหารราบที่ ๖๐๓ และกองกำลังทหารพราน เข้าตีต่อที่หมาย เนิน ๔๐๘ และเนิน ๓๘๒ รวมทั้งใช้กำลังจาก ร้อยลาดตระเวณระยะไกล กองกำลังสุรนารี จัดกำลังเป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก ทำการโจมตีที่หมาย หลังเนิน ๔๐๘ ของฝ่ายเวียดนาม ฝ่ายไทยสามารถตีที่หมายได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถรักษาที่หมายได้ เนื่องจากถูกระดมยิงด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง อย่างหนาแน่น จึงต้องถอนตัวออกจากที่หมาย

วันที่ ๑ เม.ย.๒๕๓๐ กองทัพภาคที่ ๒ ได้จัดตั้งที่บัญชาการทางยุทธวิธีขึ้น เพื่อควบคุม และอำนวยการยุทธ ออกแผนยุทธการเผด็จศึก สั่งใช้กำลังส่วนต่าง ๆ จากกองทัพภาคที่ ๒ ประกอบด้วย ๕ กองพันทหารราบ, ๑ ร้อยลาดตระเวณระยะไกล, ๒๗ ร้อยทหารพราน., ๑ ร้อยรถถัง สนับสนุนด้วย ปืนใหญ่ และกำลังทางอากาศ กองพลทหารราบที่ ๖ ได้รับคำสั่งให้จัดกำลังเพิ่มเติม จากกรมทหารราบที่ ๖ และกรมทหารราบที่ ๒๓ วันที่ ๑๔ เม.ย.๒๕๓๐ กำลังฝ่ายไทยใช้กำลังทุกส่วนทำการเข้าตีที่หมาย เนิน ๕๖๕,๔๐๘,๕๐๐,๓๘๒ และ ๓๗๖ โดยพร้อมกัน ในขั้นต้นฝ่ายไทยสามารถเข้าที่หมายเนินต่างๆ โดยได้รับการต้านทานอย่างเบาบาง ต่อมาฝ่ายเวียดนาม ได้ทำการตีโต้ตอบ ระดมยิงด้วย ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ใช้กำลังเข้าตีเป็นละลอก และต่อเนื่อง ฝ่ายไทยซึ่งมีเวลาจำกัดในการดัดแปลงที่มั่น ขาดความหนุนเนื่อง ในการส่งกำลัง เส้นทางยากลำบาก ไม่สามารถต้านทานได้ จึงทำการถอนกำลังออกจากที่หมายเนินต่าง ๆ

ภายหลังจากการเข้าตีในครั้งนี้ ฝ่ายไทยได้พัฒนาแนวความคิดทางยุทธวิธี ในการเข้าสู่ที่หมาย ด้วยการใช้กำลังในลักษณะชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก เคลื่อนที่แทรกซึมเข้าหลายทิศทาง ทำการ ลาดตระเวณซุ่มโจมตี เจาะเส้นทางเข้าหาที่มั่น และริดรอนกำลังฝ่ายตรงข้ามให้อ่อนกำลังลง ห้วง พ.ค.-มิ.ย.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้ใช้กำลังเป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก ทำการเข้าตีต่อที่หมาย เนินต่าง ๆ ในลักษณะการยุทธแบบป้อมค่าย สามารถยึดฐานที่มั่น ฝ่ายเวียดนามได้บางส่วน ขุดคูติดต่อเจาะเข้าหาฐานที่มั่น กดดันฝ่ายเวียดนามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งฝ่ายเวียดนามได้ถอนกำลัง ออกจากที่หมายเนินต่างๆ และแนวเขตประเทศไทย ในปลายปี พ.ศ.๒๕๓๐

การปฏิบัติการรบที่ช่องบก ตั้งแต่ ม.ค.๒๕๒๘-ธ.ค.๒๕๓๐ ฝ่ายไทยได้สูญเสีย กำลังพล เสียชีวิต ๑๐๙ นาย บาดเจ็บ ๖๖๔ นาย

สถานการณ์ในช่วงแรกของการรบ เวียดนามเป็นฝ่ายได้เปรียบ การรุกของฝ่ายไทยทำได้อย่างจำกัดและยากลำบากเพราะเป็นป่าทึบ และเวียดนามได้วางกับระเบิดไว้จำนวนมาก นอกจากนั้นแหล่งน้ำบริเวณดังกล่าวยังถูกเวียดนามใส่สารพิษลงไป ซึ่งสารตัวนี้จะมีฤทธิ์ถึง ๓ ปี ถึงแม้น้ำจะแห้งไปแล้วก็ตาม ซึ่ได้มีการส่งตัวอย่างน้ำไปให้กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ทำการตรวจสอบและผลยืนยันว่าน้ำทุกแหล่งที่ส่งมามีสารพิษเจือปน ปัญหาหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับทางไทยเป็นอย่างมาก็คือเรื่องกับระเบิด ซึ่งเป็นชนิดใหม่ มีขนาดเล็ก ไม่ต้องใช้การฝังแบบปกติ แต่เป็นลูกเล็ก ๆ ซึ่งทางเวียดนามจะส่งกองกำลังแทรกซึมเข้ามาเป็นชุดเล็ก ๆ นำระเบิดมาวางตามแนวป่า และพงหญ้า และถอนกำลังออกไปอย่างรวดเร็ว ระบิดแบบนี้ไม่ทำให้ถึงตาย แต่ทำให้ทหารที่เหยียบขาขาดไปเกือบถึงหัวเข่า ซึ่งทหารที่บาดเจ็บส่วนมาก เนื่องมาจากกับระเบิด

จากรายงานของทหารบางหน่วยแจ้งมาว่าทางเวียดนามมีความสามารถในการรบกวนการติดต่อสื่อสารและเลียนเสียงระบบการสื่อสารของไทย ทันทีที่ทหารไทยติดต่อสั่งการกันทางวิทยุ ทหารเวียดนามจะยิงปืนใหญ่ใส่แหล่งกำลังเนิดเสียงทันที ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างลำบาก ซึ่งระบบนี้ เวียดนามน่าจะได้มาจากโซเวียต ทำให้ทางไทยปรับกลยุทธใหม่ ให้การติดต่อสื่อสารเป็นความลับมากขึ้น และลดการใช้วิทยุสื่อสารลง

ทางเวียดนามยังรุกกลับด้วยการส่งกำลังเข้าตีฐานทหารไทยอย่างหนัก โดยใช้ฐานปืนใหญ่ในลาวและกัมพูชายิงสนับสนุน ซึ่งทำให้การรบที่ช่องบกนี้มีความรุนแรงมาก กำลังส่วนต่าง ๆ จากกองทัพภาคที่ ๒ ของไทยถูกส่งเข้ามาในพื้นที่สู้รบอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้วยกองกำลังทหารพรานจากค่ายปักธงชัย และหน่วยรบพิเศษจากลพบุรี ถูกส่งเข้าไปในลาวและกัมพูชา เพื่อค้นหาฐานที่ตั้งปืนใหญ่ และทำลายระบบการส่งกำลังบำรุง ในช่วงแรกของการรบฝ่ายไทยเสียเปรียบในการรบมาก แนวคิดการรบแบบเดิม ๆ ที่ทุ่มกำลังทหารจำนวนมาก การยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ และเครื่องบินทิ้งระเบิดใส่ข้าศึก ไม่ได้ผล เพราะทางฝ่ายเวียดนามมีการตั้งรับอย่างดี และโต้ตอบกลับอย่างหนัก ถึงแม้ทางไทยจะสามารถตีฐานของเวียดนามแตก แต่ก็ไม่สามารถที่จะยึดฐานได้ ทำให้แนวคิดการรบแบบป้อมค่าย ที่เคยใช้ได้ผลจากการรบที่เขาค้อ ถูกนำมาใช้กับการรบที่ช่องบก โดยฝ่ายไทยใช้การวางกำลังและระบบส่งกำลังสนับสนุนในแนวหลังให้มั่นคง และต่อเนื่อง จากนั้นใช้ทหารพราน ลาดตระเวณซุ่มโจมตีและแทรกซึมเข้าหาฐานข้าศึกอย่างช้าๆ โดยขุดบังเกอร์เข้าเกาะติดข้าศึกรวมถึงการซุ่มโจมตีฝ่ายเวียดนาม จากวีดีโอที่ทหารไทยบันทึกไว้ในการเข้าตีฐานของทหารเวียดนามแห่งหนึ่งนั้น ซึ่งมีทหารเวียดนามประมาณ 1 กองพันครอบครองอยู่และเป็นทหารภูเขา ทหารพรานจะขุดบังเกอร์รุกเข้าหาฐานทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่องและไม่ยิงปะทะโดยไม่จำเป็น เมื่อเข้าไกล้ในระดับหนึ่งจะหยุด แล้วส่งกำลังและอาวุธเข้ามา ตรึงกำลังแบบเผชิญหน้าไว้ แบบมองเห็นหน้ากันได้เลย ทำให้ฝ่ายเวียดนามสับสนและพะว้าพะวง เพราะไม่ทราบว่าทหารไทยจะเอายังไง อีกทั้งยังอยู่ในระยะไกล้ฐาน ยากต่อการยิงปืนใหญ่ การเกาะติดฐานของทหารไทยโดยไม่เข้าโจมตี ทำให้ฝ่ายเวียดนามกดดันเป็นอย่างมาก ทางไทยได้ตั้งฐานปืนใหญ่สนับสนุนการเข้าตีซึ่งได้รับการพรางเป็นอย่างดี และปืนใหญ่สำหรับการยิงถล่มตอบกลับฐานปืนใหญ่ของเวียดนาม เมื่อทางไทยพร้อม กลางดึก ได้ส่งยิงปืนใหญ่และเครื่องบินรบแบบเอฟ ๕ เอฟ เข้าทิ้งระเบิดอย่างหนัก และได้เข้าตีฐานในตอนไกล้รุ่งเช้า การสู้รบเป็นไปอย่างหนักหน่วง ฐานของทหารเวียดนามในเขตลาวถูกทางไทยตรวจพบ และถูกระดมยิงปืนใหญ่ถล่มอย่างหนัก ทำให้ฐานปืนใหญ่ของเวียดนามและคลังกระสุนถูกถล่มราบทั้งฐาน เปลวไฟจากการระเบิดของคลังกระสุนของเวียดนาม มองเห็นได้จากระยะไกล ซึ่งการยิงถล่มครั้งนี้ทางไทยใช้เครื่อง แอล ๑๙ ในการลาดตระเวณและรายงานการยิง ซึ่งเป็นไปได้อย่างแม่นยำ จากการตีฐานครั้งนี้ ยึดศพทหารเวียดนามได้ 4๔๕ ศพ จับได้อีก ๑๒ คน ยึดอาวุธ ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมทั้งจรวดแซมแบบยิงประทับบ่าด้วย ทหารเวียดนามแตกถอยกลับเข้าไปในกัมพูชา

หลังจากสูญเสียฐานหลายแห่ง ทหารเวียดนามเริ่มถอนทหารออกไปจากพื้นที่กลับเข้าไปตั้งในกัมพูชา เนื่องจากการสูญเสีย และการส่งกำลังบำรุงที่ถูกรบกวนจากในเขตกัมพูชาเอง จากเขมรแดง และกองกำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังเขมรแดงได้เข้าตีฐานของทหารเวียดนามที่ตั้งในเขตกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนการยิงปืนใหญ่จากฝั่งไทย ทำให้เวียดนามถูกตีขนาบ จึงต้องถอนกำลังกลับเข้ามาในเขตกัมพูชาเหมือนเดิม หลังจากนั้นทางไทยได้เข้ามายึดและตั้งแนวป้องกัน เนินต่างๆ อย่างแน่นหนา เป็นอันสิ้นสุดของการรบอันดุเดือดที่สุด

การที่เวียดนามอาจหาญเข้ามายึดเขตแดนไทยในบริเวณช่องบกนี้ มีนายทหารเวียดนามบางส่วนก็ไม่เห็นด้วย เพราะถึงแม้ตำแหน่งที่ตั้งได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ยากต่อการเข้าตีของไทย แต่ด้านการส่งกำลังบำรุงด้านกัมพูชานั้น ยังไม่สามารถปราบกองกำลังเขมรแดงได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะถูกเขมรแดงรบกวนการส่งกำลังบำรุงได้ อีกทั้งในเขตลาวนั้น ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของกองกำลังลาวเสรีอยู่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติการของเวียดนามในลาวด้วย แต่ผู้นำทางการทหารของเวียดนาม มั่นใจในความเข้มแข็งทางการทหาร และประสบการณ์รบของตน ข้อขัดค้านนี้จึงไม่เป็นผล แต่ก็เป็นจริงและเป็นที่ประจักษ์จากการรบในเวลาต่อมา...

นายพันผู้ปิดทองหลังพระ “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า”

ไปดูผลงานปิดทองหลังพระของเขาในห้วงที่เป็นเพียง “นายพัน” ที่กำลังหนุ่มแน่นไฟแรงแห่งกองทัพไทยดูว่าจะเก๋าเพียงใด ซึ่งเรื่องนี้ “เรืองวิทยาคม” นักเขียนเรืองนาม เขียนไว้ในตอน “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” ในหนังสือเรื่อง “หนทางข้างหน้า-ข้างหลัง ของบิ๊กจิ๋ว” ว่า

“ในสมัยเลียดก๊ก แผ่นดินจีนแบ่งออกเป็น 6 ก๊กใหญ่ ทั้ง 6 ก๊กนี้บ้างก็ผูกไมตรีกัน บ้างก็ทำสงครามกัน ผลัดเปลี่ยนวนเวียนกันเรื่อยมา จนกระทั่ง จิ๋นซีฮ่องเต้ รวมก๊กทั้งหลายเข้ามาเป็นมหาอาณาจักรเดียวกัน”

ในสมัยนั้น รัฐเว่ยกรีธาทัพใหญ่เข้าตีรัฐเจ้า ผู้ครองรัฐเจ้าได้ขอความช่วยเหลือไปยังรัฐฉี แทนที่รัฐฉีจะยกทัพไปรัฐเจ้า รบกับทัพรัฐเว่ย ซึ่งจะต้องสูญเสียไพร่พลในการทำสงครามจำนวนมาก รัฐฉี กลับยกทัพไปตีรัฐเว่ยที่มีทหารเหลืออยู่ไม่มาก ทำให้รัฐเว่ยต้องถอยทัพจากการตีรัฐเจ้า เพื่อกลับมารักษาเมือง

กลศึก “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” จึงเป็นกลศึกที่ขุนพลทั้งปวงถือเป็นกลศึกชั้นครูอีกกลหนึ่ง

“แม้ในสมัยสามก๊ก โจโฉกรีธาทัพใหญ่มุ่งตีเสฉวน ซึ่งขณะนั้นเล่าปี่เพิ่งตั้งตัวใหม่ ได้สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ฝ่ายเล่าปี่เป็นอันมาก ขงเบ้งอาสารับศึกนี้โดยอาศัยจดหมายฉบับเดียวมีไปถึงชุนกวน ล่อใจชุนกวนให้เข้าตีเมืองหับป๋า ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของฝ่ายโจโฉ โจโฉจึงจำใจต้องถอยทัพกลับไป เมืองเสฉวนของเล่าปี่จึงปลอดภัยจากศึกคราวนั้นโดยไม่ต้องเสียพลทหารแม้แต่คนเดียว”

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปลายศตวรรษที่ 19

ยุคสมัยที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นช่วงที่สถานการณ์ชายแดนอีสาน และด้านตะวันออกของไทยอยู่ในภาวะคับขันอย่างยิ่ง

เขมรแดงเถลิงอำนาจอยู่ในพนมเปญ ด้านหนึ่งได้ก่อกวนชายแดนไทย อีกด้านหนึ่งก็ปะทะกับกองทหารเวียดนาม

การโจมตีบ้านโนนหมากนุ่นของเขมรแดง ไม่ได้ทำให้ฝ่ายไทยตกใจ

แต่การปะทะกันด้วยกำลังทหารระดับกองพันที่พรมแดนกัมพูชา-เวียดนาม นั้น กลับทำให้ฝ่ายไทยต้องตระหนก เพราะฝ่ายข่าวกรองของไทย และ “หน่วยปฏิบัติการ 315” ของไทย ได้ข้อมูลทางการทหารชัดเจนว่า เบื้องหลังของการปะทะกันด้วยกำลังระดับกองพันนั้น เวียดนามได้ระดมและเตรียมกำลังทหารหลายกองพล รวมทั้งกองพลรถถัง และกำลังทางอากาศ “เรือลำเลียง” ของโซเวียตที่ “บรรทุกของ” จนเพียบแปล้ ลำแล้วลำเล่าเข้าเทียบท่าในเวียดนาม

ความเคลื่อนไหวทางการทหารครั้งใหญ่ที่สุดของเวียดนาม หลังจากยึดเวียดนาม ใต้ได้แล้วในครั้งนี้ ฝ่ายข่าวของไทยประเมินกำลังได้ผลแน่ชัดว่า ขนาดของกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เวียดนามเตรียมการนั้น เป็นการเตรียมปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่อเขมรแดง และมีศักยภาพที่จะรุกเข้ายึดครองกัมพูชาได้ในเวลาอันรวดเร็วและจากกัมพูชา ก็เป็นไปได้อย่างสูงสุดที่จะรุกเข้าไทยในเวลาอันรวดเร็วอย่างเดียวกัน

การคาดการณ์ศึกจากข่าวกรองของไทยครั้งนี้ในระยะแรกไม่มีใครเชื่อ และไม่สามารถจะทำให้ใครเชื่อได้
ทูตทหารหลายประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทยไม่มีใครเชื่อว่าเวียดนามจะรุกกัมพูชา

เพราะถ้าพิจารณาโดยเหตุผลแล้ว ก็ไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากกัมพูชาในขณะนั้น คือ “สมุนของจีน” ทุกฝ่ายเห็นว่าเวียดนามไม่กล้าบุกกัมพูชา เพราะจีนอาจเข้าแทรกแซงด้วยปฏิบัติการทางทหารต่อเวียดนาม แม้กระทั่งอาจเคลื่อนกำลังทหารบุกเข้าลาว ส่งกำลังเข้ากัมพูชา รบกับเวียดนามเสียเอง

เหตุการณ์ต่อมา เมื่อเวียดนามเข้ายึดครองกัมพูชา สถาปนา “รัฐบาลหุ่น-เฮง สัมริน” ขึ้นแล้ว ได้ให้ข้อพิสูจน์ว่างานข่าวกรองของไทยถูกต้องแม่นยำอย่างยิ่ง

ก็ใครเล่าที่กุมงานข่าวนี้ก็คือสองพันเอกหนุ่มชาว จปร.รุ่นหนึ่ง คนแรก พันเอกชวลิต ยงใจยุทธ ขณะนั้นเป็นหัวหน้า “หน่วย 315” ศปก ทบ. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกัมพูชา คนที่สอง พันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร ขณะนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายข่าว ศอร.บกทหารสูงสุด

คนคู่นี้ สื่อมวลชนได้ขนานความสัมพันธ์ของเขาว่า พัฒน์ คือ “มือขวา” ของ “บิ๊กจิ๋ว” ซึ่งถูกเพียงครึ่งเดียว

“ชวลิต” และ “พัฒน์” เกิดมาเป็นเพื่อนคู่บุญกันโดยแท้ ความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพื่อนร่วมน้ำสาบาน “พัฒน์” เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับบิ๊กจิ๋ว เป็นเพื่อนคิด เป็นเพื่อนผู้พี่ เป็นเพื่อนร่วมงานที่วางใจที่สุดคนหนึ่ง และเป็นเพื่อนร่วมชีวิตที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน

โจวเอินไหล เคยเลื่อมใสภักดี เหมา เจ๋อตุง อย่างไร ความเลื่อมใสและภักดีของ “พัฒน์” ต่อ “จิ๋ว” และที่ “จิ๋ว” มีต่อ “พัฒน์” ก็เป็นอย่างเดียวกัน

การปรับกำลังทหารของกองทัพไทยในปี 2532 ซึ่งขณะนั้น “พัฒน์” เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยากที่จะลงตัว

พลเอกวันชัย เรืองตระกูล เพื่อนร่วมรุ่น จปร.1 อีกคนหนึ่ง ครองตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ เพื่อนรักอีกคนหนึ่ง ครองตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในขณะที่ “มิตรร่วมงาน ร่วมชีวิต” พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล “บิ๊กเต้” ถูกแขวนอยู่ที่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งถึงกำหนดกลับกองทัพอากาศ ในขณะที่พลอากาศเอกวรนาถ อภิจารี ครองตำแหน่งแม่ทัพฟ้า

เพื่อให้เพื่อนสามารถ “จัดวางคนให้เหมาะแก่งาน” จัดกองทัพให้เข้ารูปเข้ารอย “พัฒน์” ยอมสละตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รับเป็นจเรทหารทั่วไป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีสตาฟฟ์เพียงไม่กี่คน

เพื่อนที่มีจิตเสียสละเพื่อเพื่อน ซึ่งก็คือเพื่อชาติเช่นนี้ ในยุคนี้จะมีสักกี่คน

การร่วมงานข่าวกรองของผู้ปฏิบัติการในสนาม กับผู้รับผิดชอบงานข่าวกรองรวมของสองพันเอกที่ทำให้ไทยเราหยั่งทราบกำลังศึกได้ทันการณ์ครั้งนี้ ได้มีส่วนสำคัญต่อความอยู่รอดปลอดภัยของชาติในเวลาต่อมา
เราพักความสัมพันธ์และงานของสองพันเอกไว้ตรงนี้ก่อน แล้วมาดูสถานการณ์ของประเทศต่อไป

ขณะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กำลังอยู่ในยุคเฟื่องฟูสุดขีด กองกำลังติดอาวุธของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยได้กำลังของนักศึกษาปัญญาชนจากกรณี 6 ตุลา เข้าสมทบ และเพิ่มจำนวนขึ้นสูงสุดถึง 20,000 คนเศษ

ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้รับการจัดตั้งขึ้นในทุกภาคของประเทศ และขยายเขตสู้รบออกไปกว่า 40 จังหวัด ยกระดับการสู้รบจากกองจรยุทธ์เป็นการรบแบบแผนในหลายท้องที่

สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนของ พคท. ได้เสนอข่าวชัยชนะของกองทัพปลดแอกอยู่ทุกวัน กองกำลังของรัฐบาลในหลายท้องที่ต้องถอยร่นจากเขตชนบทเข้าสู่เขตเมือง

พลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์และแนวร่วม กำลังประเมินสถานการณ์ของยุทธศาสตร์สงครามปฏิวัติในประเทศไทยครั้งใหญ่ โดยส่วนใหญ่เห็นว่าสถานะทางยุทธศาสตร์กำลังพัฒนาจากขั้นรับทางยุทธศาสตร์ ก้าวสู่ขั้นยันทางยุทธศาสตร์ และพร้อมที่จะก้าวสู่ขั้นรุกทางยุทธศาสตร์ เพื่อบรรลุเป้าหมายยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธตามหนทาง

“ป่าล้อมเมือง”
เวียดนามได้เสนอต่อคณะกรรมการกลาง พคท. ได้ยืมกำลังทหารเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เปิดสงครามขนาดใหญ่ โดยมีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทยของ พคท. เป็นหัวหอกยึดภาคอีสานของไทยแล้วประกาศเป็นรัฐใหม่ โดยเวียดนาม ลาว กัมพูชา และโซเวียต รวมทั้งประเทศบริวารจะให้การรับรองรัฐใหม่ในทันที

ผู้นำของ พคท. เตรียมการประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอนี้

เหงียน โคทัก ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของเวียดนาม จึงโอ่ด้วยความมั่นใจว่า “กรุงเทพฯ นะหรือ แค่ 2 ชั่วโมง เวียดนามก็รุกถึงแล้ว”

คำโอ่ของเวียดนามนี้ ไม่ได้เกินความจริงเท่าไรนัก เพราะขณะนั้นมหามิตรอเมริกันถอนตัวไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในภูมิภาคนี้แล้ว ไทยเราจึงตกอยู่ในฐานะที่โดดเดี่ยวทางการทหาร และอยู่ในสภาพที่วังเวงอย่างยิ่ง

ระบบป้องกันของเราทางด้านอีสานและด้านตะวันออกนั้นเปราะบางมาก ไม่มีการเตรียมคูคลองยุทธศาสตร์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สภาพที่เป็นอยู่ขณะนั้นเป็นการสะดวกต่อการเคลื่อนตัวของกองกำลังรถถังของเวียดนามให้เคลื่อนที่เข้ามาได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาวุธหนักของเรา มีไม่เพียงพอที่จะต้านรับทัพรถถัง ที 54 ซึ่งเป็นรถถังขนาดหนัก ทำในโซเวียตและทันสมัยที่สุดในยุคสมัยนั้นได้ ทั้งฐานยิงจรวดที่โซเวียตติดตั้งให้เวียดนามก็จัดวางไว้ตลอด แนวป้องกันเครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายเราไม่ให้ใช้กำลังทหารอากาศเข้าโจมตีกองพลรถถังของเวียดนามหากว่าจะเคลื่อนเข้ามาได้

ในส่วนกำลังพลนั้นเล่า เราก็ยังเป็นรองเวียดนามหลายเท่านัก โดยเฉพาะด้านกำลังพล ยังไม่นับกับความเจนศึกสงคราม และประสบการณ์ในการรบ ซึ่งเวียดนามเพิ่งได้ผ่านประสบการณ์มาหยกๆ

แต่คนไทยโดยทั่วไปหาได้ทราบถึงสถานการณ์ไม่ จึงไม่ตระหนกกับมหันตภัยนี้

เราจึงคงกล่าวขานกันอย่างสนุกปากว่า “รถถังเวียดนามนะหรือ ไม่มีทางมาถึงกรุงเทพฯ หรอก เพราะรถถังจะติดอยู่แถวๆ บางนา”

อารมณ์ขันเนื่องเพราะอารมณ์เครียดจากปัญหารถติดของคนไทยก็มีส่วนดีอยู่ตรงนี้

แต่สำหรับฝ่ายรักษาความมั่นคงของชาตินั้น ปัญหานี้ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญสุดยอดที่ชี้เป็นชี้ตายของความดำรงอยู่ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของชาติ

ปัญหาความอยู่รอดของชาติ คือปัญหาใหญ่ที่สุดของรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์

“สภาสงคราม” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ จึงเกิดการปรึกษาหารือปัญหานี้อย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง พลเอกเกรียงศักดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา พลเอกทวนทอง สุวรรณทัต พลโทอาจ ชาตินักรบ พลโทผิน เกสร รวมทั้งพันเอกชวลิต ยงใจยุทธ และพันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร ได้ประชุมพิเศษใน “สภาสงคราม” ชุดนี้

ข้อสรุปของ “สภาสงคราม” ก็คือ “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” เพื่อหยุดทัพเวียดนามไม่ให้ข้ามพรมแดนมาได้

และรัฐที่จะเข้าตีเมืองเว่ยในโลกปัจจุบันก็มีอยู่รัฐเดียว คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน

สภาสงครามตัดสินใจส่ง พันเอกชวลิต ยงใจยุทธ พันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร เป็นทูตลับพิเศษไปเกลี้ยกล่อมจีน โดยมี พลโทผิน เกสร เป็นหัวหน้าคณะทูต

ขณะนั้น กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ยังมีฤทธิ์เดชอยู่มาก ซึ่งจะทำให้การเดินทางหมิ่นเหม่ต่อความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น ก่อนเดินทาง “คณะทูตลับพิเศษ” จึงต้องเขียน “ใบลาออก” จากราชการ ให้หน่วยเหนือถือไว้ หากเกิดปัญหาขึ้นรัฐบาลก็จะอ้างกับชาติอื่นได้ว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

“ข้าพเจ้าขออาสาเอาแต่ลิ้นแค่สามนิ้ว ไปเจรจาให้ซุนกวนรบโจโฉจงได้” เป็นคำอาสาของขงเบ้งไปเจรจา ซุนกวนต้องเข้าสู่สงครามกับโจโฉ และโจโฉต้องแตกทัพเรือ ในสมัยสามก๊ก เพื่อความอยู่รอดของรัฐอย่างไร คณะทูตลับพิเศษชุดนี้ ก็อาสาแผ่นดินไปเมืองจีน ด้วยเป้าหมายอย่างเดียวกันนั้น

ประเทศจีน ในขณะนั้นเป็นเจ้ามือใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ศัตรูหมายเลข 1 ของประเทศไทย และเป็นผู้สนับสนุนเขมรแดงอย่างแข็งขันตลอดมา

ภารกิจของ “คณะทูตลับพิเศษ” จึงวางเป้าหมายหลักอยู่สองประการ คือ ให้จีนกดดันทางการทหารต่อเวียดนามทางด้านเหนือ และช่วงชิงความร่วมมือจากจีนให้เลิกสนับสนุน พคท.แล้วหันมาร่วมมือกับประเทศไทย

ว่าโดยปกติ ภารกิจนี้ก็แสนยากเย็นและไม่สามารถบรรลุได้โดยวิถีทางการทูตปกติอยู่แล้ว แต่ที่ยอดยากก็คือ จะต้องทำงานให้สำเร็จแข่งกับเวลา เนื่องเพราะไฟสงคราม “จี้หัวใจ” ของฝ่ายเรา มิฉะนั้น “กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้” เสียก่อน เพราะระยะเดินทัพ 2 ชั่วโมงดังที่เวียดนามโอ่ไว้นั้น “สภาสงคราม” และ “คณะทูตลับพิเศษ” ของเราตระหนักดีประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ พคท.มีลักษณะลึกซึ้งแน่นแฟ้นตลอดระยะเวลาอันช้านาน ซึ่งจีนเองได้ลงทุนลงแรงไปกับ พคท. มากมายสุดจะคณานับ ทั้งสถานการณ์ช่วงนี้เป็นช่วงที่ พคท. “บูม” สุดขีด มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่ พคท. จะยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ

ถ้าหากไทยและจีนมีมิตรไมตรีแน่นแฟ้นอยู่ดังทุกวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่พอเห็นแสงรำไรแห่งความสำเร็จได้บ้าง แต่ขณะนั้นความสัมพันธ์ไทย-จีนยังคงอยู่ในลักษณะที่มึนตึงมาก

คงจะจำกันได้ว่า หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรี พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีนขึ้นในปี 2518 แล้ว ต่อมาในยุครัฐบาลหอย ไทยเราดำเนินนโยบายขวาจัด มีท่วงทำนองการทูตที่ไม่เป็นมิตรกับจีน จนถึงกับการลดระดับผู้แทนจากเอกอัครราชทูตเหลือเพียงอุปทูตเท่านั้น
ดังนั้น ในช่วงที่พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อจากรัฐบาลหอย ความสัมพันธ์อันมึนตึงจึงยังคงดำรงอยู่ จึงอาจกล่าวได้ว่า คณะทูตลับพิเศษนี้อาสาทำงานสำคัญในท่ามกลางความมืดด้วยภาระที่หนักอึ้ง ยากเย็นแสนเข็ญ และไปเมืองจีนโดยมีเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นเดิมพัน

คณะทูตลับพิเศษ ออกเดินทางด้วยจิตที่อ้างเอาบารมีพระสยามเทวาธิราช และบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเทิดไว้เหนือเกล้า อธิษฐานเอาพระคุณของพระบรมราชจักรีวงศ์ที่ได้ทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา ให้สถิตมั่นในพระราชอาณาจักร เป็นที่ร่มเย็นแก่สมณะชีพราหมณ์ และอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงเป็นที่ตั้ง หวังให้การใหญ่ที่เดินทางไปประสบความสำเร็จสถานเดียวเท่านั้น ทั้งต้องสำเร็จได้โดยเร็วด้วย
วันเวลาที่ศึกใหญ่คุกคามหมิ่นเหม่ต่อความเป็นความตายของชาติ วันเวลาที่พี่น้องร่วมชาติยังคงสาละวนอยู่กับชีวิตประจำวันโดยยังไม่แจ้งข่าวศึก คณะทูตลับพิเศษก็เข้าปักกิ่ง

เติ้ง เสี่ยว ผิง เป็นผู้แทนของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ออกนั่งเจรจาความเมืองกับคณะทูตลับพิเศษฝ่ายไทย

ความอ่อนน้อมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เมื่อครั้งเข้าพบ เหมา เจ๋อ ตุง และประสบความสำเร็จชั้นยอดในปี 2518 เป็นบทเรียนที่บิ๊กจิ๋วนำไปใช้ในคราวนี้

“โหงวเฮ้ง” ส่วนคิ้วที่ดกดำสูงสามเหลี่ยมของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ทำให้ เหมา เจ๋อ ตุง ประทับใจในครั้งนั้น “โหงวเฮ้ง” ส่วนคิ้วที่อ่อนโค้งดังวงจันทร์รับกับแนวผมรูปปักษาเหินที่หน้าผาก อันต้องด้วยคัมภีร์นรลักษณ์ว่า เป็นคนกตัญญูของบิ๊กจิ๋ว ก็ทำให้เติ้ง เสี่ยว ผิง ประทับใจในครั้งนี้

ความอ่อนน้อมของ “ทูตลับพิเศษ” แห่งกองทัพไทยจะให้คุณก็เฉพาะแต่ความประทับใจในเริ่มแรก แต่จากนั้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติที่ต่างฝ่ายต่างต้องรักษา แล้วก็เป็นเรื่อง “ชั้นเชิงลีลาการเจรจาความเมือง” ความรอบรู้ในประวัติศาสตร์ สถานการณ์ของแต่ละประเทศ ตลอดจนความเข้าใจในแก่นแท้ของผลประโยชน์ของคู่เจรจา ความสำเร็จ หรือล้มเหลวจะชี้ขาดกันที่ส่วนนี้

หลังจากโอภาปราศรัยกันตามประสาแขกกับเจ้าบ้านแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมจีนที่ท่านเติ้ง ต้องกล่าวเท้าความถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน ลำดับมาถึงสุขภาพของ “โจ๊ย จิ่ง หลี คึกฤทธิ์ ปราโมช ซินแซ” และแสดงออกซึ่งอัธยาศัยของผู้ใหญ่ที่เอื้อเอ็นดูคณะทูตลับพิเศษ
ประเด็นสถานการณ์โลกที่โซเวียตดำเนินยุทธศาสตร์แข่งความเป็นเจ้าโลกกับสหรัฐอเมริกา การถอนตัวของสหรัฐอเมริกาออกไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสอันดีให้กับโซเวียต ซึ่งดำเนินยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนซึ่งใกล้ความสำเร็จ

“กำแพง” ที่ปิดล้อมจีนเกือบจะล้อมรอบจีนอยู่แล้ว คงเหลือเพียง 2 จุด คือ ปากีสถาน และจุดบริเวณไทย ลาว กัมพูชา เท่านั้น หาก “กำแพง” นี้สำเร็จ จีนก็จะไม่มีโอกาสออกสู่โลกภายนอก เป็นประเด็นสำคัญแรกเริ่มของการเจรจา ทางจีนได้ให้ความสนใจในสถานการณ์ในกัมพูชาเป็นพิเศษ

“บิ๊กจิ๋ว” รับบทอรรถาธิบายสถานการณ์ในกัมพูชา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รู้ดีดังนับนิ้วในฝ่ามือให้ฝ่ายจีนทราบ พร้อมทั้งยืนยันว่า “เวียดนามจะบุกยึดกัมพูชาแน่นอน” จีนซึ่งมีความมั่นใจมาแต่ต้นว่า เวียดนามจะไม่กล้าบุกกัมพูชาจึงได้แต่เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ความ “เชื่อครึ่ง” ของจีนทำให้จีนต้องส่งนายทหารระดับพลเอกเข้ามากัมพูชา เพื่อหาข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา ส่วนความไม่เชื่ออีกครึ่งหนึ่งทำให้จีนขาดการเตรียมพร้อม และช่วยเขมรแดงในยามที่เวียดนามบุกไม่ทันท่วงที

การยกประเด็นนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้พบผลประโยชน์ร่วมสูงสุด สำหรับผลประโยชน์ของจีนก็คือ จีนจะยอมให้โซเวียตและเวียดนามประสบความสำเร็จในการปิดล้อมจีนตรงจุดนี้ไม่ได้ ความช่วยเหลือเขมรแดงจากจีนนั้นจะไม่สามารถทำได้เต็มที่ หากว่าไทยไม่ร่วมมือด้วย และปมเงื่อนของเรื่องก็คือต้องหยุดยั้งการรุกรานของเวียดนาม

การหยุดยั้งการรุกรานของเวียดนาม จะต้องดำเนินทั้งด้านการเมือง และด้านการทหาร
จีนเห็นด้วยกับกลศึก “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า”
ประเด็นถัดมาเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ไทย-จีน และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนกับ พคท. บิ๊กจิ๋ว และเพื่อนคู่บุญ พันเอกพัฒน์ อัคนิบุตร วางจำนวนประชากรไทย 50 ล้านคนลงบนตาชั่งข้างหนึ่ง และวางจำนวนพลพรรคของ พคท. 20,000 คน ลงบนตาชั่งอีกข้างหนึ่ง

น้ำหนักของ “ตาชั่ง” บนโต๊ะเจรจาความเมืองได้ให้ข้อสรุปที่ตรงกันว่า จีนเลือกที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับคน 50 ล้านคน โดยลดละการสนับสนุน พคท.ลงเป็นขั้นๆ

บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของสองชาติ บิ๊กจิ๋วก็ได้รับชัยชนะทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่สุดครั้งแรกในชีวิต

ภารกิจของคณะทูตลับพิเศษ ที่มีเอกราชและอธิปไตยของชาติเป็นเดิมพัน ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ก่อนจากกันคณะทูตลับพิเศษย้ำอีกว่า ไทยเห็นว่าจีนเป็นใหญ่อยู่ในภูมิภาคนี้ สันติภาพของภูมิภาคนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าจีนไม่ร่วมมือด้วย

ทั้งสองฝ่ายได้เห็นถึงหนทางแห่งสันติภาพของภูมิภาคที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก เติ้ง เสี่ยว ผิง ให้คำมั่นสัญญาแก่คณะทูตพิเศษ 2 ข้อ

หนึ่ง จีนขอให้ไทยอย่าห่วงเวียดนาม “สุนัขเห่าข้างบ้าน ไม่ต้องกลัว” จีนจะจัดการเรื่องนี้เอง ให้ไทยพัฒนาประเทศด้วยความสบายใจ สอง จีนจะงดให้การสนับสนุน พคท. เป็นขั้นๆ

คณะทูตลับพิเศษบินกลับประเทศพร้อมคำมั่น 2 ข้อ จากบุรุษร่างเล็กผู้กุมอำนาจสูงสุดของจีน หลังยุค เหมา เจ๋อ ตุงในเดือนสิงหาคมปีนั้น สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ปิดตัวเองลงสถานการณ์เกิดขึ้นจริงตามที่งานข่าวกรองของไทยระบุในเดือนธันวาคมปีนั้น เวียดนามได้เปิด “ยุทธการบัวบาน” โดยนายพล เทียน วัน ดุง เป็นแม่ทัพใหญ่กรีธาทัพเข้ายึดครองกัมพูชา

เขมรแดงต้องถอยหนีจากเมืองหลวงออกมาทำสงครามกองโจรตามแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นสงครามยืดเยื้อในเวลาต่อมา

“ยุทธการบัวบาน” ของนายพล เทียน วัน ดุง เป็นการปฏิบัติการทางทหารที่รุกรวดเร็วดังสายฟ้าแลบ กองทัพเวียดนามกรีธาเข้ายึดกัมพูชาสร้างความตะลึงงันให้แก่โลก แต่ความเกลียดขี้หน้าที่โลกมีต่อเขมรแดง ทำให้การคัดค้านประณามการรุกรานของเวียดนามเป็นไปอย่างเบาบาง

จีนเสียหน้าจากงานนี้เป็นอันมาก เหตุที่ต้องเสียหน้าไม่ใช่จากเหตุอื่น แต่เนื่องเพราะความ “เชื่อครึ่ง-ไม่เชื่อครึ่ง” ต่องานข่าวกรองที่ “คณะทูตพิเศษ” ของไทยได้สรุปไว้ จีนจึงไม่ได้เตรียมพร้อมเต็มที่ มานึกเชื่อเต็มที่ก็สายไปเสียแล้ว

“กำแพง” ที่โซเวียตจะปิดล้อมจีนด้านกัมพูชาและลาวเกิดขึ้นแล้ว หากเนิ่นนานไปเพียงใด “กำแพง” นี้ก็จะมั่นคงขึ้นจนยากจะแก้ไข กองทัพใหญ่ของเวียดนามในลาวและกัมพูชา จ่ออยู่ชายแดนไทย และพร้อมที่จะรุกเข้าไทย!

คณะกรรมการการทหาร และกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เปิดประชุมฉุกเฉิน และตัดสินใจปฏิบัติการทางทหารต่อเวียดนามการประสานงานระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ดำเนินไปอย่างเร่งด่วน ถัดมา สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน และวิทยุปักกิ่ง ได้ออกข่าวเวียดนามบุกรุกพรมแดนจีนหลายร้อยครั้ง ทำลายบ้านเรือนและสังหารประชาชนจีนไปหลายคน
ปลายเดือน มกราคม พ.ศ. 2522 นายเติ้ง เสี่ยว ผิง เดินทางไปเยือนสหรัฐ และได้ปราศรัยต่อสื่อมวลชนอเมริกันว่า เวียดนามประพฤติตนเป็นอันธพาล รุกรานเพื่อนบ้าน บุกรุกพรมแดนจีนหลายร้อยครั้ง จีนอาจจำเป็นต้องสั่งสอนบทเรียนให้แก่เวียดนาม

ในระหว่างที่เติง เสี่ยว ผิง อยู่ในอเมริกานั้น สำนักข่าวของจีนยังคงเสนอข่าวและนับจำนวนครั้งที่เวียดนามบุกรุกล้ำพรมแดนจีนอย่างต่อเนื่อง และนับจำนวนที่เวียดนามบุกรุกเป็น 400 กว่าครั้ง

กองทัพของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนจากภาคทหารเฉิงตู คุนมิง กวางสู ฟูโจว และวูฮั่น และภาคทหารอื่นๆ เคลื่อนกำลังไปยังชายแดนด้านทิศใต้ที่ติดกับเวียดนาม มีกำลังพลกว่าสามแสนคน หรือเท่ากับ 20 กองพล เครื่องบินรบประมาณ 700 เครื่อง รถถัง 1,000 คัน และปืนใหญ่ขนาดหนักกว่า 1,500 กระบอก ถูกลำเลียงลงภาคใต้มุ่งหน้าสู่ชายแดนจีน-เวียดนาม

หน่วยทหารช่างสนามของจีนทำการเปิดเส้นทางในการเคลื่อนที่ให้กับกองทัพรถถังอย่างเร่งรีบ ข่าวศึกด้านเหนือของเวียดนามโหมหนักขึ้น และทำให้ฝ่ายนำของฮานอยตระหนักว่า ความเคลื่อนไหวทางการทหารของจีนครั้งนี้ผิดแผกไปจากที่เคยมีมาทุกครั้ง ข้อมูลข่าวกรองของเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากโซเวียต ระบุความหนักแน่นของข่าวว่า การเคลื่อนไหวทางการทหารของจีนเป็นการเตรียมการปฏิบัติการทางการทหารอย่างชัดเจน

คณะเสนาธิการทหารของเวียดนาม กำหนดแผนการตั้งรับด้วยกำลังขั้นต้น 200,000 คน และจะต้องระดมกำลังจากลาว กัมพูชา และเวียดนามตอนใต้มาสมทบอย่างรีบด่วน โซเวียตได้รับการร้องขอตามสนธิสัญญามิตรภาพและสันติภาพระหว่างโซเวียต เวียดนาม ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2522 ให้สนับสนุนการขนส่งทางอากาศในการนำทหารเวียดนามจากลาว กัมพูชา และเวียดนามตอนใต้ขึ้นเหนือในทันที

ถึงตอนนี้ สถานการณ์ชายแดนไทยด้านอีสานและด้านตะวันออกบรรเทาความตึงเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด
“สภาสงคราม” ของไทยเริ่มหายใจอย่างโล่งอก เพราะกำลังทหารเวียดนามที่เหลืออยู่ในลาวและกัมพูชานั้น อยู่ในระดับที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันแล้ว

ที่น่ายินดีกว่านั้นก็คือ ฝ่ายข่าวของกองทัพได้รับแจ้งจากจีนเป็นการภายในว่า คณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางของ พคท. มีมติไม่รับข้อเสนอของเวียดนามที่จะให้ พคท. ยืมทหารเปิดศึกยึดภาคอีสานของไทย ทั้งยังเตือนฝ่ายนำของเวียดนามด้วยว่า ถ้าเวียดนามบุกไทย กองทัพปลดแอกของ พคท. ก็จะร่วมกับกองทัพไทยทำสงครามกับเวียดนาม

และนี่คือความดีประการหนึ่งของ พคท. ที่ยังเห็นแก่เอกราช และอธิปไตยของชาติ ยิ่งกว่าการได้มาซึ่งอำนาจแล้วต้องตกเป็นข้าทาสของชาติอื่น ดีเสียกว่านักธุรกิจการเมืองหลายคนที่ได้อาศัยผืนแผ่นดินไทยซุกหัวและทำมาหากิน แต่กลับมีพฤติการณ์ที่ขายชาติ

นอกจากนั้น กองกำลังของเขมรแดง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน ทำสงครามกองโจรต่อต้านเวียดนามตามแนวพรมแดนไทย-กัมพูชา และเดิมที่ไม่สามารถได้รับการสนับสนุนโดยสะดวก และเต็มที่ “อุปมาดังคนหิวน้ำได้น้ำจากจีนทีละจิบ มาบัดนี้ได้ทีละจอก กระทั้งทีละถัง” กองกำลังเขมรแดงก็สดชื่นกระปี้กระเปร่ามีกำลังวังชาขึ้นทันตาเห็น และได้เข้าตีกองทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่อง สร้างความพะว้าพะวังเป็นศึกกระหนาบเวียดนามและเป็นกันชนให้ไทยอยู่อีกชั้นหนึ่ง

ความปลอดภัยของชาติ มีความมั่นคงมากขึ้น

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2522 เวลา 5 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันเวลาหลังจากเติ้ง เสี่ยว ผิง กลับจากสหรัฐเพียงสัปดาห์เดียว กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ก็ได้เคลื่อนกำลังข้ามพรมแดนรุกสู่เวียดนาม

ผู้นำจีนได้ประกาศว่าจีนจะสอนบทเรียนให้แก่เวียดนามเพื่อเป็นการลงโทษเวียดนามที่ประพฤติตนเกเรรุกรานเพื่อนบ้าน และการ “ลงโทษ” ครั้งนี้จะมีระยะเวลาที่จำกัด และกินอาณาบริเวณเฉพาะเขตทางด้านเหนือ ไม่ลงไปถึงปากแม่น้ำแดงของเวียดนาม

“สงครามสอนบทเรียน” เพื่อลงโทษเวียดนามดำเนินไปอย่างดุเดือด จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2522 สำนักข่าวจีนก็ได้รายงานผลสำเร็จของการยึดเมือง ลัง ซอน ซึ่งอยู่ห่างจากฮานอยอยู่เพียง 130 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับระยะระหว่างชายแดน ไทย-กัมพูชากับกรุงเทพฯ ต่อมาในวันที่ 5 มีนาคม 2522 กองทัพจีนปลดแอกประชาชนจีนได้ประกาศความสำเร็จของภารกิจ “สงครามสั่งสอน” และเริ่มถอยตัวกลับประเทศจีน

หลังจากถอนกำลังข้ามพรมแดนกลับประเทศเรียบร้อยแล้ว กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้วางกำลังทหารไว้ในระยะไม่ไกลจากพรมแดนจีน-เวียดนามหลายกองพล ทำให้กำลังทหารของเวียดนามกว่า 200,000 คน ซึ่งถูกส่งไปตั้งรับจีนทางเหนือถูกตรึงไว้ และไม่สามารถคืนสู่กัมพูชา และลาวได้อีก

สงครามสั่งสอนบทเรียนแก่เวียดนาม ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้แก่ทั้งจีน และเวียดนาม สำหรับจีนนั้น เสียหายมากกว่าเวียดนามทั้งทางด้านการทหาร และการเมืองระหว่างประเทศ

ทางด้านการทหารนั้น เวียดนามก็ไม่ใช่หมู หากถือได้ว่าเป็น “มหาอำนาจทางทหาร” ประเทศหนึ่งของโลก เพราะมีกำลังพลมากเป็นลำดับ 3 ของโลก และมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยมากเป็นลำดับ 5 ของโลก ถึงความเป็นมหาอำนาจจะเป็นแบบยาจก แต่พิษสงของเวียดนามก็ทำให้จีนได้รับความเสียหายอย่างมาก และอาจจะมากกว่าเวียดนามถึง 7 เท่า แต่ถ้าหากจะคิดอย่างจีน จีนก็คงจะคิดว่าความเสียหายในอัตรานี้สบายมาก หากเสียหายกันในอัตรานี้ต่อไป เวียดนาม “พัง” ก่อนจีน

วิธีคิดของจีนเป็นเช่นนี้จริงๆ ดังจะเห็นได้จากกรณีสงครามต่อต้านญี่ปุ่นของจีนในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 นักข่าวอเมริกันถาม เหมา เจ๋อ ตุง ว่า กองทัพญี่ปุ่นมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยกว่าจีนมาก จีนเสียทหาร 7 คน ญี่ปุ่นเสียทหารเพียง 1 คนเท่านั้น จีนจะสู้ญี่ปุ่นได้หรือ คำตอบของ เหมา เจ๋อ ตุง ก็คือ “สบายมาก ถ้าสงครามดำเนินไปสัก 2-3 ปี และอัตราความสูญเสียเป็นเช่นนี้ ญี่ปุ่นจะแพ้จีน” เพราะญี่ปุ่นจะหมดประเทศก่อนจีน

ส่วนในทางการเมืองระหว่างประเทศ จีนถูกหลายประเทศประนาม แม้จากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศโลกที่สาม และบางประเทศในกลุ่มอาเซียน ความเสียหายทั้งทางการเมืองระหว่างประเทศและทางการทหารที่จีนได้รับจากการ “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” ครั้งนี้ จีนได้คำนึงไว้ก่อนแล้ว

ในทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น จีนคงจะถือว่าแม้จะถูกประณามจากบางชาติ จีนก็ไม่ขาดทุน เพราะผลประโยชน์ที่จีนจะได้รับจากการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยมีมากกว่า และไทยเองก็รับภาระช่วย “เคลียร์” ข้อเท็จจริงและความจำเป็นให้กับหลายๆ ประเทศ ดังจะเห็นได้ว่าฐานะทางการเมืองระหว่างประเทศของจีนได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีใต้ และจีนกับพม่ารวดเร็วมากถึงขนาดที่กองทัพพม่าได้เปลี่ยนมาใช้อาวุธของจีนแล้วเป็นส่วนใหญ่

เบื้องหลังการสานสัมพันธ์เหล่านี้ แม้โลกยากจะรับรู้ แต่จีนนั้นรู้ดีว่า เป็นฝีมือและฝีปากของพันเอกหนุ่มชาวไทย ผู้เคยไปเจรจาความเมืองกับ เติ้ง เสี่ยว ผิง และบัดนี้ได้ก้าวสู่ฐานะผู้นำกองทัพของไทยนั่นเอง บุคคลผู้นี้ได้สานความเข้าใจระหว่าง “บราเดอร์ส” ของเขา ซึ่งล้วนเป็นผู้นำกองทัพของประเทศเหล่านั้น ให้เข้าใจเบื้องลึกของ “สงครามสั่งสอนบทเรียน” อันเป็นประวัติศาสตร์ที่มีคุณูปการอย่างยิ่งของสันติภาพในภูมิภาคนี้ “บราเดอร์ส” ของบิ๊กจิ๋วเหล่านี้ ได้รับทราบถึงความจริงใจของจีน และการยอมแบกรับความเสียหายของจีนเพื่อสันติภาพของภูมิภาค จากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และได้นำไปสู่การปรับความสัมพันธ์กับประเทศจีนกันใหม่ ซึ่งทำให้โฉมหน้าความสัมพันธ์ในภูมิภาคได้เปลี่ยนไปอย่างมากมาย

ส่วนทางการทหารจีนคำนึงอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากการกำหนดวันบุกเวียดนามนั้น สภาพอากาศตอนเหนือด้านที่ติดกับโซเวียต อยู่ในช่วงใกล้เวลาพ้นฤดูหนาว อากาศจะอบอุ่นขึ้น น้ำแข็งในแม่น้ำที่กั้นพรมแดนจีน-โซเวียตจะคลายตัวจากน้ำแข็งเป็นน้ำ ยากลำบากต่อการเคลื่อนตัวของรถถัง และกำลังทหารโซเวียต หากว่าจะบุกจีน “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” เพื่อช่วยเวียดนาม และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น

สำหรับด้านใต้ของจีนก็เป็นช่วงก่อนฤดูฝน กองทัพของจีนสามารถทำสงครามโดยไม่ต้องห่วงพะวงสภาพดินฟ้าอากาศ นอกจากนี้ จีนเปิดศึกในช่วงระยะเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากเติ้ง เสี่ยว ผิง กลับจากสหรัฐอเมริกา ทำให้โซเวียต และประเทศอื่นๆ เข้าใจได้ว่า “สงครามสั่งสอนบทเรียน” นี้ อเมริกันอยู่เบื้องหลังจีน เป็นการป้องปรามโซเวียตในทางการทหาร และเป็นการป้องปรามการถูกกระบวนในทางการเมืองระหว่างประเทศไปในตัว

เนื้อความตอนหนึ่งของเพลง “ตง ฟัง หง” หรือ “บูรพาแดง” ที่ว่า “กงฉันตั่ง เซียงไท้หยาง เต้าจา เหวย หนาหลี่ หนาหลี่เลี่ยง” ซึ่งแปลว่า “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนดุจดังตะวัน สาดแสงถึงที่ใดย่อมยังความสว่างให้กับที่นั่น” นั้น เมื่อผ่านกระแสลมจาก “ลิ้นนักการทูต” ชาวไทยและสาดแสงมายังอินโดจีน แล้วก็กลับกลายเป็นว่า ได้ยังความมืดมิดให้กับการรุกรานของเวียดนามและยังความมืดมนให้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศในกาลต่อมา

อา! “ตง ฟัง หง ไท้หยังเซิน จุงกั่วซู เหลี่ยวเกือ เหมา เจ๋อ ตุง”

นี่คือ ลีลาการนำเสนอที่หาตัวจับยากของ เรืองวิทยาคม ที่ได้กล่าวถึงงานเพื่อชาติ “ทูตลับพิเศษ” ของนายทหารผู้มีนามว่า “บิ๊กจิ๋ว”

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

เพราะเหตุใดพนักงานจึงลาออก

เพราะเหตุใดพนักงานจึงลาออก
กลยุทธ์…
กลยุทธ์ในการทำสงครามนั้น ถ้าสามารถทำให้ข้าศึกวางอาวุธยอมแพ้ทั้งประเทศ ย่อมถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่การเข้ายึดประเทศของข้าศึกได้โดยต้องใช้กำลังทหารเข้าทำลายย่อมถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ด้อยค่าลงไป การรบชนะตลอดกาลโดยไม่พลาดพลั้งแม้แต่ครั้งเดียว ย่อมไม่ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่การที่จะทำให้ข้าศึกวางอาวุธยอมแพ้ศิโรราบ โดยไม่เสียเลือดเนื้อจึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่เหนือความยอดเยี่ยม...
แต่อย่างไรก็ตาม ประมุขมีสิ่งที่พึงสังวรเกี่ยวกับกองทัพของตนเองอยู่ 3 ประการ คือ
1. ไม่ทราบว่ากองทัพของตนไม่มีกำลังพอที่จะบุกตีข้าศึก ก็ออกคำสั่งให้บุก หรือไม่ทราบว่ากองทัพของตนเองมีกำลังเกรียงไกรพอที่จะสัประยุทธ์กับข้าศึกได้ ก็ออกคำสั่งให้ถอย ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ ถือว่าเป็นการทำลายและหน่วงเหนี่ยวกำลังแห่งกองทัพตน
2. ไม่ทราบหลักการบริหารราชการทหาร ก็เข้าไปสอดแทรกก้าวก่ายกิจการทหาร พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ย่อมทำลายหลักการบริหารราชการทหารเกิดความสับสนผิดระเบียบแบบแผนไป
3. ไม่ทราบการพลิกแพลงกลยุทธ์ ก็เข้าไปคุมทัพออกสัประยุทธ์ด้วยตนเอง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้ทหารของตนเองเกิดความลังเลใจ

อันประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พอจะกล่าวได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ อันการต่อสู้นี้ ถ้าสืบสาวราวเรื่องจนถึงแก่นแท้ของมันแล้ว ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ก็ตาม แต่การอยู่ร่วมกันไม่มีครั้งไหนเลยที่จักไม่เกิดความขัดแย้งนานาประการ
ไม่ว่าอาวุธจักพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปอย่างไรก็ตาม แต่ “ความเป็นคน” หรือ “สมบัติอันแท้จริงของคน” นั้น จักไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดไป

เริ่ม....ปัญหา

ด้วยอรรถาธิบายดังที่กล่าวมานี้ก็เป็นเรื่องของคน การบริหารคนใหม่และคนเก่าในองค์กรณ์ ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องให้การเหลียวแลบ้าง ต้องมีความละเอียดรอบคอบในเรื่องเหล่านี้ เพราะคนเป็นเรื่องของความอ่อนไหว
โดยทั่วไปองค์กรก่อนที่จะตัดสินใจจ้าง พนักงานใหม่ ที่มีประสบการณ์เข้ามา หรือมาเป็นหัวหน้าหน่วยงานภายในองค์กร ต้องแน่ใจก่อนว่า ภานในองค์กรของตนเอง มีพนักงานเก่าที่จะเลื่อนตำแหน่งหรือสามารถพัฒนาได้หรือไม่ ต้องให้โอกาสคนภายในเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วพนักงานจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อองค์กรได้เหมือนกันนะจ๊ะ...จะบอกให้
องค์กรใหญ่ๆ มีความมั่นคงและผลประกอบการที่ดี แต่ต้องมาขาดอัตรากำลังพนักงานที่เป็นคนทำงานในสายงานหลักๆ ไป ซึ่งดูจากสถิติการลาออกของพนักงานส่วนใหญ่ เป็นคนที่ทำงานกับบริษัท อายุงานเฉลี่ย 3-5 ปีขึ้นไปแทบทั้งสิ้น
เมื่อดูเหตุผลในการลาออกของพนักงานส่วนใหญ่ จะเขียนเหตุผลไว้ 3 เหตุผลใหญ่ๆ คือ ทำธุรกิจส่วนตัว, ได้งานใหม่, ศึกษาต่อ …แต่ในเหตุผลเหล่านี้คุณคิดว่าจริงหรือ เป็นเพียงเหตุผลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่ประการใด การที่จะได้ข้อมูลจากพักงานที่เป็นของจริงจากพนักงาน จะต้องทราบก่อนว่า พนักงานที่เขียนใบลาออกมีเพื่อนสนิทในองค์กร..ว่ามีใครบ้าง ที่สามารถปรับทุกข์กันได้ หรือ หน่วยงานบุคคล จะต้องมีพนักงานที่สามารถเข้าถึงพนักงานได้ โปรดระวังนิดนึงนะ...ต้องโดยที่พนักงานไม่เกิดความรู้สึกว่า หน่วยงานบุคคลจะเข้ามาจับผิดหรือนำความลับทั้งหมดไปบอกผู้บริหาร ประจบประแจงเอาความดีความชอบ...555

จากการที่พนักงานอายุงานเฉลี่ย 3-5 ปี หรือพนักงานที่เข้ามาแล้วลาออกจากบริษัทไป จะทำให้พนักงานที่มีศักยภาพที่องค์กรได้พัฒนาสร้างสมประสบการณ์ให้แก่พนักงานมาก็จะเสียไปด้วย องค์กรจะเกิดความสูญเสียเรื่องความเชี่ยวชาญในงานของเขาไป บริษัทก็ต้องจ้างพนักงานใหม่มาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งต้องเสียเวลาให้ คนเก่า ช่วยสอนงานให้ คนใหม่ ทำให้เสียเวลาสอนงานและค่าใช้จ่าย ความเสียหายเกิดจากคุณภาพงานที่ทำอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้องค์กรต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
สำหรับพนักงานที่ลาออกโดยเขียนเหตุผลดังกล่าวข้างต้น บริษัทต้องหาข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติมอย่างไม่เป็นทางการ จากเพื่อนสนิทที่พนักงานลาออก หรือไปพบปะพูดคุยกับพนักงานเป็นการส่วนตัว ถ้าเป็นคนสนิทก็ยิ่งดี แต่การที่จะรู้ว่าพนักงานคนมีเพื่อนสนิทคนไหน ต้องถามก่อนว่า แผนกบุคคล มีแรงงานสัมพันธ์ดีแค่ไหน ที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริงจากพนักงาน
วิธีการดังกล่าวก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริง การที่พนักงานออกจากองค์กรไป โดยที่ผู้บริหารไม่ทราบสิ่งที่เป็นข้อมูลที่แท้จริงเลย ก็คือความรู้สึกว่าผู้บริหารไม่ใส่ใจคนเก่าๆ ที่อยู่ในองค์กรเลย
เวลาแต่งตั้งพนักงานก็เลือกแต่จะรับคนจากภายนอกองค์กร หรือเงินเดือนมากกว่า โดยไม่ดูคนภายในองค์กรเลย จึงทำให้พนักงานที่มีอายุงานมากๆ ทะยอยออกไปอยู่องค์กรอื่น คิดว่าบริษัทไม่อยากได้คนเก่าๆ ที่ทำงานให้กับบริษัทมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
พนักงานเกิดขวัญและกำลังใจไม่ดี รุ่นพี่ๆ ก็เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อรุ่นน้องๆ ที่เข้ามาใหม่ และก็จะถ่ายทอดต่อๆ กันไปว่า เดี๋ยวเข้ามาก็จะรู้เอง ดูรุ่นพี่ๆ ส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึงเกษียณ น้องๆ ไปหาคำตอบเองแล้วกัน ว่าเป็นเพราะอะไร

การแก้ไข...
ปัญหาที่ต้องแก้ไขในการรับพนักงานใหม่ที่มีประสบการณ์จากภายนอก จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการรับพนักงานใหม่เข้ามา ต้องมีการสื่อสารให้พนักงานเก่าที่อยู่ในองค์กรด้วยว่า สาเหตุที่รับคนมาเสริมทีมเพราะอะไร ระบบการจ้างต้องมีการตรวจสอบพนักงานภายในองค์กรก่อนว่า พนักงานภายในอายุตัวเท่ากัน ประสบการณ์เท่าๆ กัน มีอัตราเงินเดือนอยู่ประมาณเท่าไหร่ ซึ่งการรับคนใหม่เข้ามาต้องไม่ให้อัตราเงินเดือนไปแซงหรือมากกว่าคนเก่าได้ เพราะถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้วพอรับได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องเงิน เรื่องรายได้ หรือสวัสดิการ พนักงานเก่ามักจะรับไม่ค่อยได้ เว้นแต่ว่าพนักงานเก่ามีอัตราเงินเดือนต่ำมาก อาจจะต้องมีการปรับฐานอัตราเงินรายได้ขึ้นมาให้เท่าเทียมกันเสียก่อน
ปัญหาดังกล่าวก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนลาออก แต่ก็มีปัจจัยอีกหลายอย่างสอดแทรก เช่นชีวิตการทำงานไม่รู้สึกก้าวหน้า อัตราเงินเดือนตัน พนักงานก็ต้องลาออกไปแสวงหาความก้าวหน้าในองค์กรอื่น ที่ให้รายได้ที่ดีกว่า สวัสดิการที่ดีกว่า คราวนี้องค์กร ก็ต้องสำรวจตัวเองว่า รายได้สวัสดิการของพนักงานเท่าเทียมกับองค์กรอื่นหรือไม่ เพราะมันเป็นแรงจูงใจในการทำงาน การขาดแรงจูงใจและขวัญกำลังใจในการทำงาน มันเป็นสิ่งสูญเสียที่มองไม่เห็นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว
การดูแลพนักงานเมื่อออกนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงแล้ว เมื่อถึงขั้นตอนปฏิบัติแล้วต้องมีความยุติธรรม ต้องมีความจริงใจในการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของบริษัทอย่างเคร่งครัด สิ่งที่ไม่เป็นไปตามนโยบายก็ต้องมีผู้บริหารออกมาชี้แจงเหตุผลได้ว่า สิ่งที่ปฏิบัติไปนั้น เพราะอะไร .....
“อันการเมืองที่ถือเอาความร่มเย็นเป็นสุขของประชาชนเป็นเป้าหมาย ประชาชนย่อมจักออกรบอย่างสุดใจขาดดิ้น โดยไม่เสียดายแม้แต่ชีวิต”
“ถ้าหากคำสั่งไม่ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การปูนบำเหน็จมิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและมีสัจจะ เมื่อลั่นกองรบให้บุกเหล่าทหารหาญก็จะไม่ยอมบุก ถึงจะมีกำลังเป็นล้านๆ ก็หาได้มีประโยชน์ไม่”

การพัฒนาบริษัทก็ต้องวางแผนการสืบทอดตำแหน่งงาน ที่เป็นตำแหน่งหลักของบริษัท จะต้องมีการพัฒนาศักยภาพ เพื่อที่รองรับการเติบโตในตำแหน่งที่สูงขึ้น เรื่องเหล่านี้บริษัทไม่จำเป็นต้องประกาศให้พนักงานทราบเลย เพียงแค่วางแผนเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง และมีการส่งพนักงานที่วางแผนไว้เข้ารับการพัฒนาในแต่ละปี ก็จะเป็นอันที่ทราบกันดีว่าพนักงานท่านใดมีโอกาสที่จะได้เลื่อนชั้นตำแหน่ง เมื่อถึงเวลาที่พนักงานได้รับการแต่งตั้งควรจะต้องประกาศให้พนักงานในองค์กรได้รับทราบ เพื่อสื่อถึงนโยบายของบริษัท
บางครั้งนโยบาย บางนโยบายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องประกาศให้พนักงานทราบ ถ้ามันเป็นผลเสียกับองค์กร และเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจในการทำงานของพนักงาน ฝ่ายบริหารก็ดำเนินการเป็นการภายใน ผลกระทบและความรู้สึกที่ไม่ดีของพนักงานต่อองค์ก็จะไม่เกิด

การรบชนะนั้นง่าย การรักษาผลพวงแห่งชัยชนะนั้นยาก...

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม่เลียนายขายลูกน้อง

แฮหัวตุ้น ยุทธภูมิทุ่งพกบ๋อง (ไม่เลียนายขายลูกน้อง)

แฮหัวตุ้นรับอาสา โจโฉ ยกทัพไปตีเมืองซินเอี๋ย โดยจะจับเล่าปี่มามอบให้โจโฉ ให้ได้ โดยมี ลิเตียน อิกิ๋ม แฮหัวอัน และฮันโฮ รวมสี่คนเป็นปลัดทัพคุมทหารสิบหมื่นยกไปตีเมืองซินเอิ๋ย

ซีซี ที่อยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย เห็นแฮหัวตุ้นฮึกเหิมนักจึงได้ทักท้วงขึ้นในที่ประชุม “ท่านจะไปทัพครั้งนี้อย่าได้ประมาทดูเบาแก่เล่าปี่ด้วยเล่าปี่ได้ขงเบ้งมาไว้เป็นที่ปรึกษาเหมือนเสือคะนองอยู่ในป่าใหญ่ท่านเร่งระวังตัวจงดี” แฮหัวตุ้น ได้ฟังคำกล่าวยกย่องสรรเสริญขงเบ้งรู้สึกหมั่นไส้เพราะไม่เชื่อความคิดและสติปัญญาของผู้คนจะเหนือไปกว่าและกำลังทหารที่ตนมีอยู่

กองทัพ แฮหัวตุ้น เคลื่อนพลสิบหมื่นมาจากเมือง ฮูโต๋ อย่างรีบเร่งด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับชัยชนะ และสามารถจับตัวขงเบ้ง และเล่าปี่ ได้โดยง่าย เนื่องจาก แฮหัวตุ้นเคยการสงครามรู้ฝีมือของเล่าปี่ เป็นอย่างดีว่า ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่เล่าปี่จะรับมือโจโฉได้

กองทัพเดินทัพมาอย่างรีบเร่งครั้นยามพลบก็เคลื่อนทัพมาถึงชายทุ่งพกบ๋อง กองทัพแฮหัวตุ้น เคลื่อนฝ่าเข้ามาในทุ่งพกบ๋อง

อิกิ๋ม และลิเตียน ซึ่งคุมเสบียงอยู่ปลายป่าอันหลิม สังเกตุภูมิประเทศชอบกล ลิเตียนและอิกิ๋มจึงได้แจ้งแก่ แฮหัวตุ้น ว่าสองข้างทางเป็นป่าแขมแห้งสนิททางเดินทุรกันดารคับแคบ หากต้องเพลิงเสียกองทัพเราจะตกอยู่ในทะเลเพลิง

พูดยังไม่ทันหมดความ ทหารของเล่าปี่ก็จุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน ทะเลเพิลงได้ผลาญทหารของ แฮหัวตุ้น เกือบเสียสิ้น กองทัพของเล่าปี่ได้ตีขนาบเข้ามา จนแฮหัวตุ้น ลิเตียน อิกิ๋ม ต้องหนีเอาชีวิตเกือบไม่รอด

แฮหัวตุ้นปราชัยกับไปหาโจโฉ พอเห็นโจโฉ ก็โขกศรีษะลงกับพื้น เพื่อแสดงการคำนับแบบรู้สำนึกผิด ซึ่งโจโฉ ได้กล่าว “ซึ่งท่านไปทำการสงครามให้เสียทีแก่ข้าศึกมาฉะนี้ โทษท่านถึงตาย แต่ทว่าตัวท่านมีความชอบในการสงครามมาแต่ก่อนเป็นอันมาก โทษท่านนั้นจะยกไว้ครั้งหนึ่ง แล้วว่าธรรมดาทหารทำการสงครามก็มีชนะแลแพ้ทุกคน”

แฮหัวตุ้น ได้กล่าว “ว่าการสงครามครั้งนี้ความปราชัยเกิดแต่ข้าพเจ้าประมาทเองทั้งๆ ที่ลิเตียนและอิกิ๋มได้คอยตักเตือนว่ากล่าวให้สติอยู่หลายครั้งหลายหน แต่เพราะความประมาทในความคิดสติปัญญาของขงเบ้ง ข้าพเจ้าจึงมิได้เชื่อฟัง ดื้อดึงล่วงเกินต่อคำทักท้วงของลิเตียนและอิกิ๋ม จึงทำให้การของท่านอัครมหาเสนาบดีเสียไป ขอท่านได้พิจารณาความชอบของลิเตียนและอิกิ๋ม ซึ่งต้องรับผลปราชัยจากความดื้อดึงของข้าพเจ้า”

แฮหัวตุ้น แม้จะเป็นคนมุทะลุ แต่ความอันได้เสนอกับโจโฉ ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจบริสุทธิ์งดงามของชายชาติทหาร ยอมรับในความผิดของตัว ยกย่องความชอบของเพื่อนผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่มุ่งเอาแต่ดีใส่ตัวความชั่วให้คนอื่น หรือเหมือนกับเจ้านายบางคนที่ไม่เคยแลเห็นผลงานแลความชอบของผู้ใต้บังคับบัญชา การใดดีหรือเพียงเปลี่ยนอักษรไม่กี่ตัวหยิบฉวยเอาเป็นประโยชน์อวดอ้างว่าเป็นความคิดสติปัญญาตัว การใดร้ายก็ป้ายผิดให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เพียงประการนี้ประการเดียวก็สามารถจำแนกได้ถึงคนไม่ดีและคนมีคุณธรรม ทั้งสามารถจำแนกได้ถึงคนมีมีลักษณะเป็นนายคนกับคนที่เป็นนักฉวยโอกาสอย่างชัดแจ้งแล้ว

สุดยอดวาทะ..

ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดี แม้ว่าจะเป็นคุณธรรมอันล้ำค่า แต่หากอยู่ต่อหน้าคนโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้จักคุณค่าแห่งธรรมแล้ว ความซื่อสัตย์และความจงรักภักดีนั้นก็เป็นสิ่งไร้ค่า และมีแต่โทษต่อตัวเอง...ฉะนี้

“ขุนศึกผู้มีฝีมือกล้าแข็ง ต้องมีผู้ใช้สอยจับวางให้มีอานุภาพสูงสูด”

"เรากับท่านอ๋อง (หันซิ่น) ใครเก่งกาจการรบทัพจับศึกกว่ากัน"
หันซิ่นตอบว่า "ด้านการรบทัพจับศึก ท่านย่อมไม่อาจเทียบกับข้าพเจ้า"
หลิวปังถามอีกว่า "แล้วทำไมท่านถึงยอมมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าเล่า?"
หันซิ่นตอบว่า "ท่านไม่เก่งกาจการคุมทหาร แต่ชำนาญการคุมขุนพล ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของท่าน"

“แพ้ชนะของสงครามนั้นย่อมประจักษ์แต่ในชั้นการวางแผนการศึกแล้ว”

สุดยอดวาทะของฮั่นโกโจฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น (ฮั่นตะวันตก)
ฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า

"พูดถึงการวางแผน ข้าสู้จางเหลียงมิได้
จางเหลียงนั่งวางแผนอยู่ในกอง บัญชาการ แต่สามารถกำหนดชัยชนะไกลนับพันลี้

พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้เซียวเหอมิได้
เซียวเหอรู้จักเอาใจใส่ประชาราษฎร์สนองเสบียงกรังไม่สิ้น

พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้หันซิ่นมิได้
หันซิ่นสามารถนำทหารนับหมื่นออกสู้รบอย่างกล้าหาญ รบคราใด ชนะครานั้น

บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้
นี่คือเคล็ดลับในการได้บัลลังก์ของข้า"

ไม่ไว้ใจ...จงอย่าใช้

พอดีอ่านเจอวลีดีๆ ในหนังสือเล่มหนึ่ง เลยเอามาให้อ่านดู...

"เมื่อมอบหมายภาระกิจให้จะไม่อธิบายเหตุผล เมื่อให้กำลังใจสนับสนุนจะไม่พูดถึงอันตราย"
แต่ก็มีนะ อวยพรให้เดินทาง แต่ดันพูดถึงอันตราย
"เดินทางโดยสวัสดิภาพนะ ระวังอันตรายด้วย" งง..

อันนี้เป็นคำพูดของ ซุนเซ็ก
"ใช้คนอย่าสงสัย ถ้าสงสัยไม่ใช้" ก็แค่ ไม่ไว้ใจ จงอย่าใช้ ก็เท่านั้นเองอ่ะ...